
อาหรับนิวส์ – ชาวบ้านในประเทศซูดานใต้ต้องกินใบไม้และเมล็ดพันธุ์พืชสำหรับเพาะปลูกเนื่องจากอยู่ในภาวะขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรง กลุ่มช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเปิดเผย
องค์กรสภาผู้ลี้ภัยชาวนอร์เวย์ หรือเอ็นอาร์ซี (Norwegian Refugee Council – NRC) กล่าวว่า หลายหมู่บ้านเหล่านั้นตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศซึ่งอยู่ติดกับ 2 จังหวัดของซูดานที่ถูกประกาศเป็นเขตทุพภิกขภัย (ภาวะขาดแคลนอาหารอย่างกว้างขวาง) ไปแล้วในเดือนกุมภาพันธ์
“การกินอาหารจากป่าที่แทบจะไม่มีให้กินแล้ว ได้กลายเป็นกลยุทธ์ในการเผชิญปัญหาของชาวบ้านที่พยายามเอาชีวิตรอดจากวิกฤติขาดแคลนอาหาร” นายเรฮานา ซาวาร์ ผู้อำนวยการของเอ็นอาร์ซี ประจำซูดานใต้กล่าว
“ใบไม้ที่ขมถูกชาวบ้านนำเอามากิน ที่เราพูดถึงรวมทั้งใบไม้จากต้นลาลอป (Lalop tree) ที่มีคุณค่าทางโภชนาการเพียงน้อยนิด เมื่อชาวบ้านกินใบจากต้นนี้และต้นอื่นๆ ก็ตามมาด้วยการขาดสารอาหารอย่างรวดเร็ว”
มีประชาชน 100,000 คนที่อยู่ในภาวะอดอยากในจังหวัดเลียร์ (Leer) และ มาเยนดิต (Mayendit) หน่วยงานด้านมนุษยธรรมเตือนว่าประชาชนอีก 1 ล้านคนมีความเสี่ยงที่อยู่ในภาวะอดอยากในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
“ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ของประชาชนในจเมืองอะมอทิค (Amothic) ต้องกินใบต้นไม้ ประมาณครึ่งหนึ่งของหมู่บ้านกำลังกินเมล็ดพันธุ์พืช (ที่เก็บไว้สำหรับเพาะปลูก) ด้วยเช่นกัน ” แถลงการณ์ของเอ็นอาร์ซีระบุ
ตามข้อมูลของเอ็นอาร์ซี การบริโภคเมล็ดพันธุ์เป็นเรื่องน่าตกใจในชุมชนเกษตรกรรม ซึ่งจะทำให้เมล็ดพันธุ์มีเหลือน้อยมากที่จะไว้เพาะปลูกในฤดูต่อไป
วิกฤตด้านอาหารนี้เป็นเรื่องล่าสุดในวัฏจักรแห่งความอดอยากอันร้ายแรงที่เกิดจากสงครามกลางเมืองในซูดานใต้
หลังจากได้รับอิสรภาพในปี 2011 ก็เกิดการต่อสู้กันเองและการแย่งชิงอำนาจระหว่างประธานาธิบดีซัลวาร์ คีร์ กับอดีตรองประธานาธิบดี นายริค มาชาร์ ทำให้ประเทศเข้าสู่สงครามในปี 2013
ความอดอยากได้ส่งผลให้ประชาชนกว่า 60,000 คนจากภาคเหนือหลบหนีเข้าสู่ซูดานในช่วงสามเดือนแรกของปี 2017 หน่วยงานผู้ลี้ภัยของสหประชาชาติระบุ
นี่นับเป็นเหตุวิกฤติด้านมนุษยธรรมซึ่งเกิดจากการสู้รบ ทุกวันมีชาวซูดานใต้นับพันหลบหนีเข้าประเทศอูกานดา (ขณะนี้กลายเป็นที่ตั้งของค่ายผู้อพยพที่ใหญ่ที่สุดในโลก) และเอธิโอเปีย
ถึงตอนนี้ชาวซูดานใต้กว่า 1.7 ล้านคนได้หลบหนีออกจากประเทศ และอีก 1.9 ล้านคนอพยพย้ายถิ่นฐานในประเทศ