นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศอย่างเป็นทางการ รับรองนครเยรูซาเล็มว่าเป็นเมืองหลวงของอิสราเอล ไม่สนเสียงเตือนจากชาติอาหรับและทั่วโลกว่ามาตรการดังกล่าวอาจก่อให้เกิดคลื่นความรุนแรงระลอกใหม่ในตะวันออกกลาง
ในการกล่าวสุนทรพจน์ที่ทำเนียบขาวเมื่อวันพุธ (6 ธ.ค.) ที่ผ่านมา ทรัมป์กล่าวว่า ฝ่ายบริหารของเขาจะเริ่มกระบวนการย้ายสถานทูตอเมริกันในกรุงเทลอาวีฟไปยังเมืองศักดิ์สิทธิ์เยรูซาเล็ม ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้เวลาหลายปี
“ผมได้พิจารณาแล้วว่า ถึงเวลาที่จะต้องยอมรับอย่างเป็นทางการว่ากรุงเยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวงของอิสราเอล” ทรัมป์กล่าว “ในขณะที่ประธานาธิบดีคนก่อนๆ ได้ทำสัญญาต่อแคมเปญที่สำคัญนี้ไว้แล้ว แต่พวกเขาก็ไม่สามารถส่งมอบได้ วันนี้ผมกำลังส่งมอบ” เพรสทีวี สื่ออิหร่านรายงานคำกล่าวของทรัมป์
ผู้นำสหรัฐกล่าวด้วยว่า นายไมค์ เพ็นซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะเดินทางไปยังตะวันออกกลางในอีกไม่กี่วันข้างหน้า “เพื่อยืนยันถึงความมุ่งมั่นของเราในการทำงานร่วมกับพันธมิตรทั่วตะวันออกกลางในการปราบปรามพวกหัวรุนแรง”
การประกาศดังกล่าวเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของวอชิงตัน ซึ่งถือว่าเทกระจาดนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ที่มีมานานหลายทศวรรษ
เพรสทีวี สื่ออิหร่าน ระบุว่า การตัดสินใจของทรัมป์ มุ่งเป้าสร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้สนับสนุนหลักของเขา คือ พวกหัวอนุรักษ์นิยมในพรรคพรรครีพับลิกันและคริสเตียนไซออนิสต์ผู้มีส่วนสำคัญในฐานผู้มีสิทธิเลือกตั้งของเขา
ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนก่อนหน้าทรัมป์ ทั้ง บิล คลินตัน จอร์จดับเบิ้ลยู บุช และบารัก โอบามา ต่างได้ชะลอการตัดสินใจเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการสร้างความตึงเครียดในภูมิภาคนี้
ปัจจุบันนี้นครศักดิ์สิทธิ์เยรูซาเล็มตกอยู่ภายใต้การควบคุมของอิสราเอล ในขณะที่ระบอบไซออนิสต์ยังเรียกร้องส่วนทางทิศตะวันออกของเมืองซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ลำดับที่สามของชาวมุสลิม
เมืองเยรูซาเล็มแห่งนี้ถูกกำหนดให้เป็นดินแดน “ยึดครอง” ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศนับตั้งแต่สงครามอาหรับ 1967 ซึ่งชาวปาเลสไตน์ต้องการเป็นเมืองหลวงของรัฐปาเลสไตน์ในอนาคต
ทรัมป์ได้ตกปากรับคำในระหว่างการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีของเขาว่า เขาจะย้ายที่ทำการสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ เพื่อดึงคะแนนเสียงจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งอเมริกันที่โปรอิสราเอล
ชาวปาเลสไตน์เตือนทรัมป์อย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการกระทำดังกล่าว โดยระบุว่าจะสร้างความหายนะให้กับกลุ่มกระบวนการต่างๆ ในการแก้ปัญหาความขัดแย้งของอิสราเอล – ปาเลสไตน์ และจะโหมความรุนแรงในภูมิภาคนี้
ทูตปาเลสไตน์กล่าวว่า การตัดสินใจของทรัมป์คือการประกาศสงครามในตะวันออกกลาง
ก่อนหน้าการตัดสินใจของทรัมป์ชาติอาหรับและโลกมุสลิมหลายประเทศได้ออกมาเตือนว่ามาตรการดังกล่าวอาจก่อให้เกิดคลื่นความรุนแรงระลอกใหม่ในตะวันออกกลาง
จีนและรัสเซียต่างแสดงความกังวลต่อการแผนการใดๆ ที่อาจจะทำให้เกิดสงครามรุนแรงขึ้นในตะวันออกกลาง
เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล กล่าวยกย่องการรับรองของทรัมป์ว่าได้ถูกจารึกไว้เป็น “ประวัติศาสตร์” และเป็น “การตัดสินใจที่กล้าหาญและยุติธรรม”