“ความริษยา” อาการป่วยทางจิตใจ

ความริษยาเป็นอาการป่วยทางจิตใจ จึงถือว่าผู้มีจิตริษยานั้นจะเป็นผู้ป่วยจนกว่าจะหายามารักษาให้หาย จะหายชั่วคราวแล้วกลับมาเป็นใหม่ หรือจะหายอย่างถาวรก็ตาม

ที่จริงโรคทางจิตนั้นมีมากมาย  เรามักจะโยนกลองให้เป็นความผิดขอซัยฏอน (มารร้าย)  และถือว่ามันคือหัวโจกแห่งริษยา ตั้งแต่เมื่อครั้งที่อัลลอฮ์ มีคำสั่งให้มลาอิกะฮ์ สุหยูด (กราบ) แก่ นบีอาดัม แต่มันขัดขืนไม่ยอมรับ  คำสั่งนั้น เพราะมันถือว่ามันถูกสร้างมาสง่างามกว่านบีอาดัม มันริษยานบีอาดัม จนทำให้มันเป็นผู้ทรยศต่อคำสั่งของอัลลอฮ์ 

ซัยฏอน มันแย้งอัลลอฮ์ว่า อัลลอฮ์สร้างนบีอาดัมมาจากดิน ส่วนมันนั้นอัลลอฮ์ สร้างมาจากไฟ จะให้ไฟกราบดินได้อย่างไร เพราะไฟมีศักดิ์ศรีเหนือกว่าดิน

ความริษยาจึงเป็นกิเลส ถาวรของมนุษย์ที่ใครจะขจัดมันให้หมดสิ้นได้นั้นแสนจะยากลำบาก 

ที่จริงกิเลสในใจมนุษย์นั้นเป็นสิ่งหนึ่งที่อัลลอฮ์สร้าง  หากเราจะขจัดมันอย่างถอนรากถอนโคนออกไปจากจิตให้หมดสิ้นจนสะอาดหมดจดคงจะยากนอกจากโกหกตัวเอง   

ถามว่าอัลลอฮ์สร้างกิเลสไว้ในใจมนุษย์ทำไม ?  ตอบว่า เพื่อสร้างความแข็งแกร่งแก่มนุษย์สำหรับให้มนุษย์ได้ต่อสู้กับมัน 

กิเลสจึงเป็นคู่ต่อสู้ของมนุษย์ไปชั่วชีวิต  ใครชนะมันได้คนนั้นก็ประสบความสำเร็จ  คนที่เอาชนะมันไม่ได้คนนั้นก็เป็นคนป่วยถาวรไปจนตลอดชีวิต

นิยามชนะกิเลส ที่แปรรูปเป็นอาการย่อยๆ เช่น ความริษยา ความโอหัง ความโกรธ คือสามารถระงับมันได้ระวังอย่าให้เกิดอาการย่อยเหล่านั้นจนมันสามารถเป็นเหตุให้ทำลายหรือเผาผลาญความดีต่างๆ ที่ตั้งมั่นอยู่กับชีวิตของเรา แล้วจิตจะสงบจากการต่อสู้นั้น จิตสงบเท่านั้นที่ถูกเรียกเข้าสวรรค์

ความริษยานั้น มันสร้างความทุกข์ ไม่สร้างความสุขแก่ใครหรอก แม้อิบลีสผู้เป็นหัวโจกและต้นแบบแห่งความริษยา ยังถูกอัปเปหิออกจากสวรรค์ พลอยให้นบีอาดัมและฮะวาก็ต้องถูกอัปเปหิ ลงมาเป็นศัตรูคู่ต่อสู้กันด้วย  

อาการริษยา ทำลายสุขภาพจิตอย่างร้ายกาจแล้ว สุขภาพกายก็ต้องถูกทำลายตามไปด้วย คนขี้ริษยาจึงร้อนรุ่มกลุ้มใจตลอด คนสภาพปกติทั่วไปจะมีสุขภาพดีมีความสุข  สมหวังสมบูรณ์  แต่คนริษยาจะกินไม่ได้นอนไม่หลับจนผอมแห้งแรงน้อยเป็นต้นเหตุ  ให้พลังต้านทานหรือ ภูมิต้านทานอ่อนแอจนสูญสิ้น ทำให้สุขภาพที่ดี หรือสุขภาวะหายไป ซ้ำเติมด้วยโรคาพยาธิที่ทยอยเข้ามาโจมตีอย่างต่อเนื่องเป็นกองทัพ  

สภาพของคนป่วยด้วยโรคริษยา จึงผอมกะหร่อง  สายตาไม่แจ่มใส สบตาใครไม่ได้รู้สึก หวาดระแวง และกลัวสายตาของคนอื่น โดยเฉพาะคนที่ถูกเขาริษยา ปวดร้าวทรมานอย่างยิ่ง สุขภาวะทางจิตและทางกาย หรือสุขภาวะภายในและภายนอก ค่อยๆ ละลายหายไปเหลือเพียงกระดูก มีเนื้อบ้างเล็กน้อยที่เราเรียกว่าผอมโซ 

ยารักษาโรคริษยา อย่างถอนรากถอนโคนของมุสลิม  นั่นก็คือ “ศรัทธา/สรรเสริญ อัลลอฮ์” โดยสม่ำเสมอ 

ส่วนยาที่ต้องหมั่นปฏิบัติเสมอคือ “ชมคนอื่น” อย่าชมหรือสรรเสริญเยินยอตัวเองเป็นอันขาด  ยิ่งสรรเสริญเยินยอหรือยกย่องแต่ตัวเอง นั่นแสดงว่า ภายในมีโรคริษยาคนอื่นกลัวเขาจะเกินหน้าหรือล้ำหน้าตัวเอง  

แต่บางทีเราก็แกล้งชมหรือสรรเสริญคนอื่นเพื่อล่อให้เขาถ่อมตัวไม่ยอมรับคำชมของเรา  เขาจะได้หันมาชมหรือสรรเสริญตัวเราเป็นการตอบแทนด้วยมารยาท จากนั้นเราก็ห้อยโหนบทสรุปนั้นให้อยู่ในวงสนทนาอย่างยาวนานตลอดอย่างมีความสุขมาก แต่หารู้ไม่ว่านั้นคือความสุขจอมปลอม 

บางวาระนั้นเรารู้สึกว่าโรคนี้จะหายแล้ว  แต่ความจริง คำชมทั้งหลายมันเพียงแต่เข้าไปห่อหุ้มเจ้าโรคริษยาไว้เพียงชั่วคราวให้เราสบายใจ  เพราะเรากำลังดื่มด่ำกับรสหวานแห่งคำชมนั้น จนโรคริษยาไม่สำแดงฤทธิ์ออกมา  มันถูกหุ้มห่อด้วยคำชมดังกล่าวจนมันทรมานเพราะถูกบีบคั้น แต่เราไม่รู้สึก เพราะเรากำลังลุ่มหลงกับรสหวานแห่งน้ำผึ้งจนลืมมัน แต่ก็ชั่วคราวเท่านั้น พอรสหวานหมด มันก็เป็นอิสระออกมาอาละวาดเราต่อไปตามหน้าที่ของมัน

รสหวานนั้นเอร็ดอร่อย ยิ่งอร่อยมากเท่าใดก็ยิ่งเอียนมากเท่านั้น จนรสหวานแห่ง   คำชมหมดไปจากใจของเรา และเราก็เบื่อคำชมที่ผ่านรูหู หรือแววตาประกายใสของผู้อื่นจนมันละลายหมดสิ้นทำให้อาการริษยา ที่เคยมีบทบาทนั้นได้ปรากฏชัดเจนขึ้นมาอีก แล้วมันก็อาละวาดหัวใจเราอย่างเมามันเพราะถูกจองจำมานาน  ขณะที่มันถูกจองจำนั้น มันก็พยายามจะดิ้นหลุดออกมาจากสิ่งหุ้มห่อมันเหมือนกัน แต่มันอ่อนแอเกินกว่าจะทำได้สำเร็จ

ความลี้ลับแห่งความริษยาและกิเลสอื่นๆ อีกมากมายที่ซ่อนตัวอยู่ในใจเราเพราะเรามองมันไม่เห็น ตลอดเวลามันได้เผาผลาญทำลายความดีงามทั้งหลายแหล่ของเราให้ไหม้หมดไปจากจิตสำนึกของเราเหมือนกับที่ท่านศาสดาแห่งอิสลามได้สอนไว้ มันเผาความดีที่เราสะสมไว้จนหมดสิ้น ความดีสักประการเดียวก็ไม่มีเหลืออยู่ในใจเราเลย  

ดังนั้นเวลาหลังจากนั้นเราจึงไม่ได้คิดถึงความดีต่างๆและเราไม่อยากทำความดีเหล่านั้นเลย เพราะเชื้อพันธุ์แห่งความดีในใจเราหมดไปแล้วโดยสิ้นเชิง

คำชมที่เรารู้สึกว่ามันมีรสโอชะเหลือเกินจนปิดบังความริษยาไว้จนมิดชิดนั้น  ที่จริงแล้วคำชมนั้นได้เข้ามายุยงให้เราเกิดความโอหัง ซึ่งความโอหังก็เป็นกิเลสมหากาฬอีกกิเลสหนึ่ง  มันทำให้เรามีความรู้สึกยิ่งใหญ่และสูงส่งกว่าคนอื่น  คนอื่นนอกจากเราล้วนเป็นคนต่ำต้อยทั้งสิ้น  เราต้องมีเหตุผลปลอบใจตัวเราเองเสมอว่าเราเหนือกว่าคนอื่น ไม่ว่าคนนั้นจะยิ่งใหญ่สักปานใดก็ตาม

อาการกำเริบของกิเลสต่างๆเท่าที่อธิบายเพียงบางประการมานั้น  เป็นกิเลส ที่ขยายตัวมาจากความริษยา ทั้งสิ้น 

ดังนั้นเราจะต้องใช้ศรัทธาและการสรรเสริญอัลลอฮ์ของเราข่มกิเลสให้มันหมดฤทธิ์ เมื่อเราเห็นว่าเพื่อนเราเหนือกว่าเรา เราก็ต้องคิดเตือนใจเราว่า อัลลอฮ์เหนือกว่าทุกสิ่ง  ที่เขาเหนือกว่าเราเป็นข้อกำหนดของอัลลอฮ์  เราเป็นบ่าวที่ต่ำต้อยของอัลลอฮ์  เราต้องยอมรับข้อกำหนดของอัลลอฮ์ เราต้องรีบแสดงความยินดีกับเพื่อนของเรา  และกล่าวชมเพื่อนของเราบ่อยๆ  เพื่อละลายพฤติกรรมริษยาในใจเรา

ยิ่งพบเห็นคนที่ดีกว่าเรามากเรา ก็ยิ่งมีโอกาสสลายความริษยาของใจเราได้บ่อยทำให้จิตเราสะอาดบริสุทธิ์อย่างแท้จริง  แต่ถ้าเราไม่เคยพบเห็นคนที่ดีกว่าเราเลย เราก็จะไม่มีอาการริษยา  ทำให้เราไม่รู้จักความริษยา  เมื่อจิตไร้อาการริษยาจิตนั้นก็ถือว่าสะอาดบริสุทธิ์เช่นเดียวกัน.

ตีพิมพ์ในเดอะพับลิกโพสต์ ปีที่ 5 ฉบับที่ 31 ประจำเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2553