นักการเมืองที่ชื่อ “อันวาร์ อิบราฮิม”

AP pic

ท่ามกลางบรรยากาศการหาเสียงที่ดุเดือดและในสภาพที่ป้ายโปสเตอร์ผู้สมัครส.ส.เรียงรายริมถนนปรากฎให้เห็นในทุกซอกมุมในหมู่บ้านก็แอบภูมิใจที่บรรยากาศการเมืองแบบประชาธิปไตยกลับมาชีวิตชีวาคึกคักอีกครั้ง แต่ก็เอะใจไม่น้อยที่มักถามตัวเองว่า ว่าที่ผู้สมัครส.ส.คนนี้และคนนั้นเป็นลูกหลานใครมาจากไหน ทำไมไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน บางคนเคยได้ยินชื่อและวงศ์ตระกูลแต่ผลงานทางการเมืองไม่เคยปรากฏแกสายตา อาจจะเป็นที่ชื่นชอบในวงแคบๆ เช่น ในหมู่เพื่อนฝูงมิตรสหายและญาติสนิท แต่ในวงกว้างยังไม่เป็นที่รู้จักเลย แล้วจู่ๆ ก็โผล่มาเป็น ”นักการเมือง” ผู้แอบอ้างว่าจะอาสารับแก้ปัญหาพี่น้องประชาชนได้อย่างไร

แรกๆ คิดจะตั้งชื่อหัวข้อบทความนี้ว่า “ส.ส.ไม่ใช่นักการเมือง” ก็เพราะเห็นว่าบรรดาผู้สมัครส.ส.โดยเฉพาะส.ส.หน้าใหม่ยังไม่คุ้นหน้าค่าตาสักเท่าไหร่ ในแง่ของผลงานก็ยังไม่ปรากฎเป็นชิ้นเป็นอัน (ยกเว้นบางคนที่ชื่อเสียงเรียงนามเป็นที่รู้จักในหมู่ประชาชนมาบ้างแล้ว) แต่มีดีตรงที่ว่าเป็นที่รู้จักในฐานะผู้กว้างขวางมีอิทธิพลในพื้นที่มากกว่าเป็นนักการเมืองที่เปี่ยมอุดมการณ์ประชาธิปไตยและที่มีภูมิหลังการศึกษาที่น่าเชื่อถือ

ด้วยประการนี้ บุคคลเหล่านี้ (นักเลือกตั้ง) จึงเป็นที่สนใจของพรรคการเมืองเพื่อดึงเข้ามาให้เป็นตัวแทนของพรรคแก่ประชาชนในพื้นที่และเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรค ซึ่งพรรคก็หวังคะแนนจากผู้มีอิทธิพลเช่นที่ว่านี้อย่างแน่นอน เพราะมีแนวโน้มว่าผู้สมัครส.ส.คนดังกล่าวจะชนะการเลือกตั้ง 

แต่ปัญหามีอยู่ว่าเมื่อได้รับเลือกแล้วก็กลายเป็นบุคลากรของพรรคมากกว่าจะเป็นตัวแทนของประชาชน นอกจากต้องสวามิภักดิ์และรับฟังนโยบายของพรรคแล้ว เขาไม่มีสิทธิที่จะเสนอข้อคิดเห็นที่อยู่นอกกรอบนโยบายพรรค ซึ่งทำให้เจตนาเดิมที่ต้องการเป็นกระบอกเสียงบรรเทาปัญหาของประชาชนถูกกลบไปด้วยมติเสียงในพรรค

เมื่อเป็นเช่นดังกล่าวความเป็นส.ส.ของเขาก็เป็นเพียงองค์ประกอบชิ้นส่วนเล็กๆในพรรคยิ่งด้วยแล้วถ้าเขาคนนั้นเป็นคนพูดไม่เก่งไม่มีวาทศิลป์อันแพรวพราวด้อยด้วยวุฒิภาวะทางการศึกษาและไร้ซึ่งวิญญาณนักการแบบเมืองนักสู้ความเป็นส.ส.ของเขาก็ไม่สามารถต่อรองอะไรได้จากพรรคต้นสังกัดเสียงเขาก็จะถูกกลบไปโดยปริยายจะเหลือแต่ชื่อที่เพียงปรากฏในสารบบว่าเป็นส.ส.ในสภาเท่านั้นแต่ตลอดระยะเวลาที่ดำรงเป็นส.ส.ไม่เคยเห็นลุกขึ้นยืนอภิปรายนำปัญหาประชาชนมาตีแผ่อีกทั้งในระดับท้องถิ่นก็ไม่โผล่หน้าให้เห็นเพราะมัวแต่สาละวนกับภารกิจของพรรคที่ส่วนกลาง

การที่ตัวแทนประชาชนคนหนึ่งเหลือบทบาทเพียงแค่ส.ส.และบทบาทในฐานะนักการเมืองของเขาแทบจะไม่มีให้เห็นเลยก็จะส่งผลให้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่เลือกพวกเขาก็จะไม่ได้รับการแก้ไขเท่าที่ควร

ผู้เขียนจึงเห็นว่าส.ส.ไม่ใช่นักการเมืองหรืออาจจะขยายความว่าทุกคนที่ได้เป็นส.ส.อาจจะไม่ใช่นักการเมืองเสียทั้งหมด

แล้วคุณลักษณะความเป็นนักการเมืองในมโนคติเป็นควรเป็นอย่างไร

การนิยามและสรรหานักการเมืองในอุดมคติใช่เป็นเรื่องง่ายเสียทีเดียวแต่ผู้เขียนจะยกตัวอย่างบุคคลคนหนึ่งที่เป็นทั้งส.ส.และนักการเมืองที่สู้อยู่เคียงข้างประชาชนตลอดเป็นบุรุษคนหนึ่งที่ผู้เขียนเห็นว่าช่างเหมาะเจาะที่สุดกับนิยามเขาว่าคือนักการเมือง 

บุคคลที่หมายถึงนี้ คือ อันวาร์ อิบราฮิม ประธานพรรคกืออาดีลันมาเลเซีย

เขาเป็นนักสู้ผู้เปี่ยมอุดมการณ์ที่ไม่ท้อแท้ต่อมรสุมปัญหาชีวิต นักคิด ปัญญาชน นักการศึกษาผู้ใคร่รู้ นักการเมืองผู้ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย และผู้นำในองค์การ

นักสู้

หากได้ติดตามเบื้องหลังชีวิตอันวาร์จะพบว่าเขาเป็นนักสู้อย่างเต็มตัว สู้กับอธรรมในสังคมมาเลเซียมาตั้งแต่ยังเป็นนักเรียนที่วิทยาลัยMCKK ด้วยการลอดรั้ววิทยาลัยเพื่อลงไปคลุกคลีกับชาวบ้านรายรอบ ช่วยบ้านแก้ปัญหา และยังช่วยสอนหนังสือให้พวกเขาอีกด้วย

ครั้นเมื่อเป็นนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยมาลายาก็ไม่เคยนิ่งเงียบมุ่งแต่ท่องตำราเพื่อได้เกรดดีๆ เพื่อไต่เต้าไปสู่ตำแหน่งในอาชีพการงาน เปล่าเลย แต่เขาเคลื่อนไหวไม่หยุดนิ่งทั้งในและนอกรั้วสถาบัน ตลอดระยะเวลาที่เป็นนิสิตนักศึกษาได้รับเลือกให้เห็นผู้นำจากมวลสมาชิก เมื่อพบว่าประชาชนมีความเดือดร้อนอันเกิดขึ้นจากฝีมือรัฐก็จะรีบรุดไปถึงที เช่น กรณีชาวบ้านบาลิง ที่รัฐเคดาห์ได้รับผลกระทบอันเนื่องจากราคาของผลผลิตทางเกษตรกรรมตกต่ำ อันวาร์กับพรรคพวกก่อม็อบประท้วงเรียกร้องให้รัฐรีบดำเนินการแก้ไขโดยด่วน จนนำไปสู่การจับกุมอันวาร์ในที่สุด 

ครั้นเมื่อรู้ว่าจอมพลถนอม กิตติขจรนายกรัฐมนตรีประเทศไทยในขณะนั้นไปเยือนมาเลเซียเป็นทางการในฐานะแขกรัฐบาล อันวาร์ก็ระดมพรรคพวกไปประท้วงเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมแก่ชนชาวมุสลิมในภาคใต้ของประเทศไทยที่ถูกทางการไทยจับกุมและเข่นฆ่า สุดท้ายอันวาร์ก็โดนทางการมาเลเซียจับเข้าคุกตารางไป แต่เขากลับยืนยันและยืนหยัดแบบกระต่ายขาเดียวว่าไม่เคยเกรงกลัวต่อภัยคุกคาม และไม่หยี่ระแยแสต่ออำนาจทางการเมืองใดๆ จึงมีวลีเด็ดที่ฮือฮาของอันวาร์ที่กล่าวว่า “หากไม่กล้าที่จะเสี่ยงภัย มิควรจะมาพูดเรื่องการต่อสู้เป็นอันขาด”

เรียกได้ว่าอันวาร์เป็นเด็กหนุ่มที่ไฟแรงผู้ซึ่งอดที่จะเห็นความไม่ยุติธรรมและเหลื่อมล้ำในสังคมไม่ได้ 

ปัญญาชน นักคิด นักเคลื่อนไหว

ในรั้วสถาบันการศึกษาที่ชื่อว่ามหาวิทยาลัยมาลายามีน้อยคนนักที่ไม่รู้จักอันวาร์ อิบราฮิมในฐานะนักดีเบตที่มีฝีปากกล้า มีหลักการและเหตุผล 

การปรากฏตัวอันวาร์ในมหาวิทยาลัยมาลายาได้ช่วยสร้างบรรยากาศทางวิชาการให้คึกคักมีชีวิตชีวา เกิดเวทีสัมมนาวิชาการที่ช่วยเปิดโลกทัศน์ให้เหล่าบรรดานิสิตอย่างมหาศาล ความเป็นผู้นำของอันวาร์ฉายให้เห็นเด่นชัด ชื่อเสียงเรียงนามขจรขจายไปทั่วประเทศ ภูมิภาค และโลก โดยเฉพาะครั้นเมื่ออันวาร์ดำรงตำแหน่งเป็นประธานองค์กรอาบิม (แนวร่วมเยาวชนอิสลามมาเลเซีย) เป็นองค์กรที่มุ่งพัฒนาความคิดและศักยภาพคนหนุ่มสาวเพื่อเตรียมเป็นพลเมืองมาเลเซียและโลก 

ภายใต้องค์กรอาบิม ชื่อเสียงเรียงนามของอันวาร์ยิ่งโดดเด่น จึงไม่แปลกที่มีพรรคการเมืองหลายพรรคโดยเฉพาะพรรคการเมืองที่ชูนโยบายเชิงอิสลามประสงค์จะได้ตัวเขามาเป็นสมาชิก แต่ดูเหมือนว่านายกฯมหาธีร์มีไหวพริบปฏิภานที่ฉับไวมากกว่าจึงสามารถคว้าตัวอันวาร์มาเป็นสมาชิกพรรคอัมโนจนได้ในที่สุด ตั้งแต่นั้นมาอันวาร์ก็กลายเป็นพลังเสริมสำคัญให้กับพรรคอัมโนในการเผชิญหน้ากับความท้าทายด้านนโยบายเชิงอิสลาม  จะเรียกว่านายกฯมหาธีร์ใช้อันวาร์เป็นเกราะกันบังเพื่อต้านกระแสสังคมมุสลิมมาเลเซียก็ว่าได้ เพราะนายกฯมหาธีร์เห็น ณ ห้วงเวลานั้นจะไม่มีบุคคลใดที่เหมาะแก่การชูนโยบายอิสลามเท่ากับอันวาร์ที่เพียบพร้อมด้วยชื่อเสียงด้านอิสลามและความเป็นผู้นำ

ความเป็นปัญญาชนนักคิดใช่ว่าจะมีกับนักการเมืองทุกคน นักการเมืองบางคนก็มาจากครอบครัวผู้มีอิทธิพล แต่อันวาร์เรียกได้ว่าเป็นปัญญาชนในคราบนักการเมือง หรือนักการการเมืองในคราบปัญญาชน สองลักษณะนี้มีอยู่ในตัวอันวาร์จนแยกกันไม่ได้

ปัญญาชนในที่นี้ไม่ได้หมายถึงผู้ที่จบการศึกษาระดับอุดมศึกษาและมาอวดใบปริญญาบัตรข้างฝาเท่านั้น แต่หมายถึงบุคคลที่รู้จักนำความรู้ที่เรียนมาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาสังคมให้พ้นจากวิกฤตและไปสู่สภาพชีวิตที่ดีกว่า 

ศาสตราจารย์ดร.ซัยยิดฮูเซ็นอาลาตัซนักสังคมวิทยาชาวมาเลเซียชื่อดังได้นิยามปัญญาชนในหนังสือ “Intellectuals in Developing Societies”ว่า “เป็นผู้ที่อุทิศตัวด้วยการคิดหาทางเพื่อแก้ปัญหาสังคมอย่างชาญฉลาด” 

ใคร่รู้ในศาสตร์และวิชา

กล่าวถึงคำว่าปัญญาชนแล้วอดที่จะพาดพิงถึงการศึกษาหรือการใฝ่รู้ในเรื่องวิชาความรู้ ซึ่งถือว่าเป็นคุณลักษณะสำคัญที่สุดในบรรดาผู้นำและนักการเมืองทั้งหลาย ลำพังเพียงอาศัยอำนาจในมือไม่เพียงพอที่จะนำรัฐนาวาให้รอดพ้นจากวิกฤตได้ ศาสตราจารย์ ดร.ซัยยิด ฮูเซ็น อาลาตัซกล่าวว่า”ระบบการเมืองใดก็ตามที่ไม่เคยแยแสต่อวิชาการและความรู้ น้อยนักที่จะบรรลุความสำเร็จ” และท่านได้กล่าวเสริมอีกว่า “ระบบใดก็ตามที่ถูกควบคุมและอยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มคนอวิชชา ระบบนั้นๆ จะไม่สามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้”

ตลอดระยะเวลาที่อันวาร์เข้าไปคลุกคลีกับวงการนักการเมืองจนถึงดำรงตำแหน่งสำคัญๆในคณะรัฐบาลเขาไม่เคยถอดหมวดความเป็นปัญญาชนทิ้งถึงแม้จะยุ่งกับภารกิจในฐานะรัฐมนตรีแต่เขายังถูกเชิญไปบรรยายในงานสัมมนาวิชาการทั้งในและระดับโลกอยู่เรื่อยๆนอกนั้นเขาไม่เคยทิ้งนิสัยรักการอ่านแม้กระทั่งอยู่ในคุกตารางก็ยังอ่านหนังสือเป็นประจำเพื่อนๆอันวาร์หลายคนพูดในทำนองเดียวกันว่าในห้องขังของอันวาร์จะเต็มด้วยหนังสือ 

ด้วยลักษณะที่เป็นหนอนหนังสือ จึงไม่แปลกที่เขาเคยได้รับฉายาว่าเป็น “บุคคลนักอ่านแห่งปี” ของมาเลเซีย และอันวาร์เองเคยมีผลงานเขียนหนังสือมาแล้วหลายเล่ม เช่น The Asian Renaissance, การเผชิญหน้ากับกระแสการเปลี่ยนแปลง(ภาษามลายู),และบทความวิชาการอีกหลายชิ้น เป็นต้น

น้อยคนนักที่นักการเมืองจะสวมหมวกเป็นนักอ่าน นักเขียนในเวลาเดียวกัน ซึ่งเป็นสภาวการณ์ที่น่าเป็นห่วงสำหรับบ้านเราที่นักการเมืองไม่ใคร่รู้ในวิชา ใครคนหนึ่งจึงปรารภว่า“ถ้าไม่อ่าน แล้วคุณจะไปรู้อะไร”

ผู้เขียนมีความเห็นว่าบรรดาส.ส.และนักการเมืองมิควรสาละวนอยู่กับภารกิจของพรรคหรือตำแหน่งทางการเมือง แต่ต้องริอ่านหนังสือเพิ่มพูนวิชาความรู้

ในต่างประเทศจะเห็นว่านักการเมืองของเขาจะมีงานเขียนของตนเอง จากหนังสือที่เขาเขียนอย่างน้อยประชาชนจะรู้จักตัวตนของนักการเมืองที่เขาลงคะแนนให้ และในเวลาเดียวกันยังสามารถอ่านแนวคิด ทัศนะมุมมอง ตลอดจนโลกทัศน์ของนักการเมืองที่พวกเขาฝากความหวังไว้

ลึกๆ ผู้เขียนอยากเสนอให้กกต.มิเพียงกำหนดผู้สมัครส.ส.ว่าต้องสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากแต่อยากให้กำหนดเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นว่าผู้สมัครส.ส.ทุกคนต้องมีผลงานด้านการเขียนเกี่ยวกับชีวิตและสังคมอย่างน้อยคนละหนึ่งเล่ม เพื่อเป็นฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ในเรื่องศักยภาพของความเป็นนักการกการเมืองที่มีคุณภาพ 

อันวาร์มีเงื่อนไขครบตามนี้ คือ มิเพียงเป็นนักการเมืองที่วาทศิลป์สำนวนโวหารอันแพรวพราวเท่านั้น แต่เป็นนักอ่าน นักเขียน นักคิด และปัญญาชน

นักอุดมคติ นักปฏิบัตินิยม

สิ่งที่เราพบเห็นในทุกวันคือนักการเมืองทุกคนล้วนแล้วแต่พูดเก่ง นักการเมืองที่มีพรสวรรค์ด้านการพูดจะได้เปรียบมากกว่านักการที่พูดน้อยหรือพูดไม่เก่ง พูดแบบมีสาระหรือไม่มีสาระอีกเรื่องหนึ่ง แต่ที่สำคัญต้องพูดเก่งชนิดสามารถเปลี่ยนสีดำเป็นสีขาวได้ 

มีคนเสริมว่านักการเมืองต้องโกหกเป็นด้วย ด้วยเหตุนี้กระมังที่วัฒนธรรมการโกหกกลายเป็นวัฒนธรรมการเมืองของทุกชาติภาษา 

แต่อันวาร์มิเพียงเป็นเจ้าอุดมคติที่มักพูดให้ผู้คนเคลิ้มคล้อยตามอย่างเดียว หากแต่เขามักสร้างในที่เขาวาดฝันให้เป็นจริง ตัวอย่างปัญหาทุจริตคอรัปชั่นในสังคมมาเลเซีย รวมทั้งในหมู่สมาชิกของพรรคอัมโนเองที่การทุจริตคอรัปชั่นกลายเป็นเลือดเนื้อไปแล้ว 

ครั้นที่ดำรงตำแหน่งเป็นถึงรองนายกฯ และกระทรวงการคลังเขาไม่เคยมีประวัติด่างพร้อยเกี่ยวกับการใช้อำนาจที่ส่อให้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง ครอบครัวและเพื่อนพ้อง ขณะที่นักการเมืองคนอื่นแปดเปื้อนด้วยมลทินการทุจริต แสวงอำนาจเพื่อประโยชน์ตนเองและพวกพ้อง 

ในช่วงเวลาที่อันวาร์เรืองอำนาจเขามีโอกาสที่จะทำได้ แต่เขากลับรักษาจุดยืนเดิมของเขา คือ เป็นนักสู้ผู้อยู่เคียงข้างประชาชน ต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบ ไม่ใช่นักการเมืองประเภทมือถือสาก ปากถือศีล

ว่ากันว่าดัวยทัศนะวิสัยเช่นนี้เป็นจุดแตกหักระหว่างอันวาร์กับแกนนำของพรรคอัมโน (รวมทั้งนายกฯมหาธีร์) เพราะจุดยืนของอันวาร์นั้นเป็นการทวนกระแสประเพณีวัฒนธรรมในพรรคอัมโนนั่นเอง ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดการสมรู้ร่วมคิดของบรรดาแกนนำพรรคอัมโนเพื่อที่จะขจัดอันวาร์ให้พ้นจากตำแหน่งและสมาชิกภาพ 

จนต่อมาอันวาร์ถูกปลดด้วยข้อหามีพฤติกรรมทางเพศแบบเบี่ยงเบนที่ชอบไม้ป่าเดียวกัน ถามว่าทำไมศัตรูทางการเมืองอันวาร์ไม่สามารถจะเอาความผิดอันวาร์ด้วยการมีความประพฤติแบบทุจริตคอรัปชั่นหล่ะ คำตอบก็คือเพราะอันวาร์ไม่มีคดีพัวพันกับการทุจริตเลย พวกเขาจึงเลือกใส่ร้ายอันวาร์ด้วยข้อหาที่ร้ายแรงที่สุดในประเพณีอิสลาม นั่นคือด้วยการกล่าวว่าอันวาร์เป็นคนชอบเพศเดียวกัน จนมีการจับกุมอันวาร์และต้องนอนตบยุงในคุกเป็นเวลา 18 ปีเต็มๆ 

นักประชาธิปไตยตัวจริง

การปรากฏตัวของอันวาร์ในเวทีการเมืองมาเลเซียอย่างน้อยสะท้อนให้เห็นว่าท่ามกลางภาวะการเมืองแบบน้ำเน่าก็ยังมีนักการเมืองน้ำดีที่เพียบพร้อมด้วยคุณภาพความเป็นนักการเมืองและผู้นำในระบอบประชาธิปไตย

น้อยคนนักที่จะกล้าต้านกระแสวัฒนธรรมเดิมๆ ที่ปฏิบัติเป็นประเพณีนิยมในสังคมยกเว้นคนที่มีใจนักสู้ที่เห็นผลประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน ผู้ที่ยืนหยัดในหลักการประชาธิปไตยที่เห็นว่าสิทธิประโยชน์ใดๆ ต้องเป็นของประชาชนทุกหมู่เหล่า ส.ส.หรือนักการเมืองเป็นผู้อาสาที่จะมาทำงานให้แก่ประชาชนที่เลือกพวกเขาเป็นตัวแทนเพื่อเข้าไปเป็นปากเสียงในสภา

อันวาร์ได้แสดงคุณลักษณะดังกล่าวให้เห็นอย่างเป็นประจักษ์ตลอดระยะเวลาที่อาสาชีวิตรับใช้ประชาชนบนถนนการเมือง เหมือนที่ Charles Allers นักวิชาการจากอเมริกายกย่องอันวาร์ว่าเป็น Muslim Democrat 

ภาวนาอยากเห็นส.ส.หรือนักการเมืองประเทศไทยเป็นดั่งนักการเมืองที่ชื่ออันวาร์ อิบราฮิม แห่งมาเลเซีย ที่ได้พยายามยามแก้ปัญหาสังคมด้วยสติปัญญา