‘LORD OF WAR’… พ่อค้าความตายภาคสนามบินดอนเมือง ‘ขีปนาวุธ’ ข้ามชาติ เรื่องจริงหรือจัดฉากลวงโลก?

ปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ความมั่นคงไทยที่สนธิกำลัง บุกเข้าตรวจค้นและจับกุมเครื่องบินลำเลียง ที่บินมาจากกรุงเปียงยาง ประเทศเกาหลีเหนือ พร้อมขีปนาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงจำนวนมหาศาล ที่สนามบินดอนเมือง  กลายเป็นข่าวดังกระฉ่อนทั่วโลก!

12 ธันวาคม 2552 ที่ผ่านมา  เครื่องบินลำเลียง ‘อิลยูชิน-76’ (IL76) สีขาว สัญชาติคาซัคสถาน จดทะเบียนในจอร์เจีย เที่ยวบินที่ AWG 732 ซึ่งบินมาจากกรุงเปียงยาง ประเทศเกาหลีเหนือ ลูกเรือเป็นชาวคาซักสถาน 4 คน เบลารุส 1 คน  ได้แจ้งขออนุญาตลงจอดฉุกเฉินเพื่อเติมน้ำมัน ที่คลังสินค้า ท่าอากาศยานดอนเมือง กรุงเทพ

เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของไทย ซึ่งได้รับการชี้เบาะแสจากเจ้าหน้าสหรัฐอเมริกามาก่อนหน้านี้ ได้สนธิกำลังเข้าตรวจสอบ และพบว่าสินค้าในลังไม้ กล่องเหล็กขนาดต่างๆ รวมทั้งสิ้น 145 กล่อง ที่เครื่องบินลำนี้บรรทุกมาร่วม 35 ตันนั้น ล้วนเป็นอาวุธสงครามที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงทั้งสิ้น

หลังตรวจสอบ พบว่า เป็นเครื่องยิงจรวด รุ่น 240 mm. ROCKET LAUNCHER 1985 (M1985) จำนวน 2 ชุดๆ ละ 12 ท่อ รวม 24 ท่อ พร้อมหัวจรวด และแท่นเหล็กไว้สำหรับประกอบท่อส่งจรวด

เครื่องยิงจรวดอาร์พีจีและ หัวรบอาร์พีจี รุ่น TGB-7 โดยระบุว่าเป็น Rocket Head (TBG-7) ขนาด 66x40x27 ซม.บรรจุมาในลังไม้ทั้งหมด 83 ลัง

และลังไม้อีก 3 ลัง ที่มีการระบุว่าเป็น SAM ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นเครื่องยิงจรวดแบบประทับบ่ารุ่น SAM 7 ที่ใช้ประทับบ่าคนยิงอากาศยานแบบต่างๆ ที่มีเพดานบินต่ำ เช่น เฮลิคอปเตอร์
ทั้งนี้ เมื่อประเมินมูลค้าอาวุธที่ยึดได้ทั้งหมด เบื้องต้นคาดว่าไม่ต่ำกว่า 500-600 ล้านบาท ถือเป็นการยึดอาวุธสงครามขนาดใหญ่ระดับนานาชาติครั้งหนึ่งกันเลยทีเดียว!

‘ลอร์ด ออฟ วอร์’…พ่อค้าความตาย

หลังสหภาพโซเวียตแตกใหม่ๆ อาวุธมากมายที่เคยสั่งสมไว้ในยุคสงครามเย็น กระจัดกระจายออกไปตามแหล่งต่างๆ โดยประเทศที่แยกตัวออกมาต่างพากันปล่อยอาวุธที่ตนครอบครองออกสู่ตลาดมืด เพื่อแลกเป็นเงินทุนที่จะนำมาใช้พัฒนาประเทศและพยุงฐานะทางเศรษฐกิจที่ต่างก็ย่ำแย่อยู่ในขณะนั้น

ยุคนั้นถือเป็นยุคทองของพ่อค้าอาวุธสงคราม ผิดกฎหมาย มีการค้าขายกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน  มีชนกลุ่มน้อย ขบวนการต่อสู้หรือต่อต้านรัฐบาลในประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศในแถบ ‘แอฟริกา’ และ ‘ตะวันออกกลาง’ ที่มีความขัดแย้งรุนแรงในหลายพื้นที่ เป็น ‘ลูกค้ารายใหญ่’ ของขบวนการค้าความตายนี้

อาวุธร้ายแรงประเภทต่างๆ สามารถหามาไว้ในครอบครองได้อย่างง่ายดายขอเพียง ‘รู้แหล่ง’ และ ‘เงินถึง’ จริงๆ

ว่ากันว่า แม้กระทั่งอาวุธมหาประลัยอย่าง ‘นิวเคลียร์’ ก็ยังล่องหนไปจากคลังเก็บอาวุธของอดีตสหภาพโซเวียต คาดการณ์กันว่าส่วนหนึ่งตกไปอยู่ในการครอบครองของอิหร่านโดยผ่านทางประเทศมุสลิมที่แยกตัวออกมา และอิหร่านได้ใช้เป็น ‘ต้นแบบ’ ในการพัฒนาอาวุธจนก้าวหน้ามาถึงทุกวันนี้

แม้อิหร่านจะปฏิเสธถึงการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์มาโดยตลอด แต่การที่อเมริกากระเหี้ยนกระหือรือที่จะบุกอิหร่านอยู่หลายครั้ง สุดท้ายก็ได้เพียงคำรามขู่นั้น นักวิเคราะห์บางส่วนเชื่อว่า ก็เพราะประหวั่นในเรื่องนี้

เสี้ยวหนึ่งจากเรื่องราวของความลึกลับ ซับซ้อนของขบวนการค้าอาวุธเถื่อนข้ามชาติที่หากินกับสงครามและความตายถูก ตีแผ่ให้ทั่วโลกได้รับรู้ผ่าน ‘Lord of War’ หนังทำเงินจากฮอลลีวูด ที่นำแสดงโดย ‘นิโคลัส เคจ’ ซึ่งสร้างจากชีวิตจริงของ ‘วิกเตอร์ บูธ’ พ่อค้าอาวุธระดับโลกชาวรัสเซีย ที่มาติดกับล่อซื้อของ CIA จนถูกจับขณะติดต่อขายอาวุธล็อตใหญ่กลางโรงแรมดังย่านสุมขุมวิท เมื่อมีนาคม 2551 และถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำของไทยขณะนี้

กระนั้น ‘วิกเตอร์ บูธ’ ก็ไม่ได้ทิ้งลายพ่อค้าแห่งความตาย เพราะแม้จะถูกคุมขังแต่ก็ทำท่าว่าจะมีเอี่ยวกับสินค้ากว่า 35 ตันที่ถูกจับที่ดอนเมือง รวมทั้งอาจจะยังเป็นเจ้าของเครื่องบิน ‘อิลยูชิน-76’ พาหนะที่ใช้ขนอาวุธที่ว่าด้วย!!

ปัจจุบัน ‘ศูนย์กลาง’ สำคัญของนักค้าอาวุธเถื่อน ได้ย้ายฐานมาอยู่ที่ ‘เกาหลีเหนือ’ ซึ่งได้ชื่อเป็นแหล่งผลิตสำคัญ โดยเทคโนโลยีต่างๆ ได้มาจากการดัดแปลงและพัฒนาขึ้นมาจากอาวุธของสหภาพโวเวียตเดิม จีน และรัสเซีย นอกจากนั้น เกาหลีเหนือยังเป็นเสมือนสถานีขนถ่าย และเก็บรวบรวมเทคโนโลยี และชิ้นส่วนของอาวุธต่างๆ ที่มีความสำคัญสำหรับนักค้าอาวุธผิดกฎหมายข้ามชาติเพื่อรองรับ ‘ออเดอร์’ จากทั่วโลก

การที่เกาหลีเหนือถูกบอยคอตจากนานาชาติ หนทางที่จะนำรายได้เข้าประเทศที่เป็นกอบเป็นกำจึงต้องพึ่งขบวนการค้าอาวุธ ใต้ดินอย่างหลีกเลียงไม่ได้ อีกทั้งการเป็นศัตรูกับสหรัฐอเมริกาได้ทำให้ดินแดนแห่งนี้ปลอดจากอิทธิพลของ ‘ซีไอเอ’ และหน่วยงานความมั่นคงทั้งหลายของตะวันตก

เกาหลีเหนือจึงเป็นแดนสวรรค์และปลอดภัยสุดสำหรับนักค้าอาวุธผิดกฎหมายข้ามชาติ…

ปลายทางอาวุธ…ปริศนาผู้ซื้อ?

นอกจากคำถามว่าใครคือผู้ดำเนินการและอยู่ฉากหลัง ‘ดีล’ แห่งความตายล็อตใหญ่นี้แล้ว สำคัญกว่านั้นที่ทุกฝ่ายต้องการรู้คำตอบก็คือ ปลายทางอาวุธคือที่ใด? และใครเป็นผู้สั่งซื้ออาวุธ?

เป็นปริศนาที่กำลังถูกแกะรอยอย่างเข้มข้น!!!

ผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลางระดับสูงคนหนึ่งวิเคราะห์ให้พับลิกโพสต์ฟังว่า  จากการประเมินภาพรวมของอาวุธ ประเภทต่างๆ ที่ถูกลำเลียงมากับ ‘อิลยูชิน-76’ โดยเฉพาะพระเอกของเที่ยวบินนี้ที่เป็นเครื่องยิงจรวด ROCKET LAUNCHER 1985 ทั้งยังมีผู้ช่วยพระเอกเป็น SAM7 พ่วงมาด้วยอีก 3 ลัง ทำให้เขาค่อนข้างเชื่อว่า เจตนาของผู้ซื้อต้องการนำเอาอาวุธล็อตนี้ไปใช้ในการต่อสู้และตอบโต้ ‘ทางอากาศ’ เป็นหลัก

จึงมีความเป็นไปได้สูงที่ปลายทางของอาวุธเหล่านี้ คือ ‘ตะวันออกกลาง’!!

เพราะ เมื่อสแกนไปยังขบวนการต่อสู้ในทุกภูมิภาคทั่วโลกขณะนี้จะเน้นการรบภาคพื้นดินเสียเป็นส่วนใหญ่ เว้นแต่ก็ในแถบตะวันออกกลางเท่านั้นที่การต่อสู้ทางอากาศถือเป็นดรรชนีชี้ความได้เปรียบเสียเปรียบในสมรภูมิ

โดยเฉพาะการสู้รบกับชาติมหาอำนาจ อย่าง ‘อเมริกา’ และ อิสราเอล!!

กล่าวสำหรับขบวนต่อสู้กลุ่มใหญ่ๆ ในแถบตะวันออกกลางขณะนี้ มี 4 กลุ่มด้วยกัน คือ กลุ่มต่อต้านอเมริกาในอิรัก, กลุ่ม ‘ตอลิบัน’ ในอัฟกานิสถานซึ่งต่อต้านอเมริกา,  กลุ่ม  ‘ฮิซบุลลเลาะห์’ ขบวนการต่อต้านอิสราเอลในเลบานอน  และกลุ่ม ‘ฮามาส’ ขบวนการต่อต้านอิสราเอลในปาเลสไตน์

อาวุธทุกประเภทที่อยู่ใน ‘อิลยูชิน-76’ นั้นเป็นที่นิยมและต้องการสำหรับทั้ง 4 กลุ่ม เว้นเสียก็แต่เครื่องยิงจรวด รุ่น 240 mm. ROCKET LAUNCHER1985 ซึ่งเป็นอาวุธหนักที่ต้องติดตั้งบนรถสิบล้อหรือรถบรรทุกขนาดใหญ่ ซึ่งไม่เหมาะสมกับพื้นที่ในอิรัก และอัฟกานิสถาน เพราะกลุ่มทั้งสองอยู่ในภาวะที่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ อีกทั้งภูมิศาสตร์ที่เป็นภูเขาสูงชัน การใช้ ROCKET LAUNCHER 1985 ที่ต้องติดตั้งบนรถบรรทุกขนาดใหญ่จึงไม่สะดวกในการเคลื่อนย้าย หรือหลบหนี ในทางกลับกันยิ่งเป็นการชี้เป้าให้ดาวเทียมของศัตรูหาง่ายขึ้นด้วยซ้ำ!

ความเป็นไปได้มากที่สุดจึงโฟกัสไปที่ ฮามาสและฮิซบุลเลาะห์ ที่มีขีดความพร้อมและศักยภาพในการใช้อาวุธประเภทนี้ทั้งกำลังพลและสภาพภูมิศาสตร์ เพราะฐานะของกลุ่มฮามาสในปาเลสไตน์ และฮิซบุลเลาะห์ ในเลบานอนเป็นเสมือนรัฐซ้อนรัฐ มีการจัดตั้งกองทัพและต่อสู้อย่างเปิดเผย

สอดคล้องกับที่ผ่านมา ที่กำลังการต่อสู้ภาคพื้นดินนั้นทั้งสองกลุ่มถือว่าพอฟัดพอเหวี่ยงกับอิสราเอล หรือมีชัยเหนืออิสราเอลเสียด้วยซ้ำ จะเป็นด้อยก็แต่เพียงทางอากาศที่อิสราเอลมียุทโธปกรณ์ที่เหนือกว่า

ที่ผ่านมาอิหร่านถูกกล่าวหาว่าหนุนหลังและให้การสนับสนุนด้านอาวุธแก่ทั้งสองกลุ่มนี้มาโดยตลอด

สปอตไลท์ทุกดวงจึงฉายไปยังอิหร่าน ประเทศที่ประกาศและมีจุดยืนอย่างชัดเจนว่าจะไม่ร่วมสังฆกรรมใดๆ กับอเมริกาและอิสราเอล ทั้งยังถูกสหรัฐอเมริกาขึ้นทะเบียนเป็นอักษะแห่งปีศาจร่วมกับเกาหลีเหนือ!

จึงคาดการณ์กันว่าอิหร่าน ซึ่งเป็นพี่เบิ้มของโลกมุสลิม จะเป็นเจ้าภาพจัดซื้ออาวุธล็อตนี้ เพื่อนำไปเสริมเขี้ยวเล็บแก่ฮิซบุลเลาะห์ และฮามาส ใช้ต่อสู้กับอิสราเอล

แล้วยิ่งสำนักข่าวของตะวันตกอย่างรอยเตอร์ รายงานโดยอ้างเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านความมั่นคงของรัฐบาลไทยผู้หนึ่งระบุ ว่า จุดหมายปลายทางของอาวุธเกาหลีเหนือเหล่านี้น่าจะเป็นอิหร่าน ซึ่งเป็นประเทศที่ซื้อหาอาวุธจากโสมแดงอยู่แล้วในอดีตที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ชนิดของอาวุธที่ยึดได้นั้น มีชิ้นส่วนที่ยังไม่ได้ประกอบของ ขีปนาวุธแบบ แตโปดอง-2 รวมอยู่ด้วย

รอยเตอร์ยังรายงานอ้างนักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงว่า ขีปนาวุธพิสัยไกลแบบ แตโปดอง-2 ของเกาหลีเหนือ เป็นผลผลิตจากการร่วมมือกันกับอิหร่าน โดยที่ทางอิหร่าน ก็กำลังพัฒนาขีปนาวุธแบบ เชฮับ-5 และ เชฮับ-6 ซึ่งมีความสอดรับกันกับ แตโปดอง-2

จึงยิ่งสนับสนุนข้อสันนิษฐานการเป็นผู้ออเดอร์สินค้าลำนี้ของอิหร่านมากยิ่งขึ้น

แม้ยังไม่แน่ชัดว่าจุดหมายปลายทางของอาวุธจะเป็นที่ใด แตโปดอง-2 จะมีอยู่บนเครื่องจริงหรือไม่… แต่ขณะนี้ทุกฝ่ายก็จับจ้องไปยังอิหร่านอย่างไม่กระพริบตา!

เรื่องจริงหรือจัดฉากลวงโลก?

ขณะที่สื่อตะวันตกหลายสำนักพากันโหมประโคมว่าปลายทางอาวุธนี้คือประเทศอิหร่าน นั้น พร้อมกันนั้นก็มี ‘คำถาม’ หลายประเด็นที่ยังรอความ ‘ชัดเจน’

คำถามหนึ่งที่ยังไม่กระจ่างชัดและน่าเคลือบแคลงเป็นพิเศษก็คือ ‘การขอลงเติมน้ำมันฉุกเฉินในประเทศไทย’ !!

หลายฝ่ายพูดถึงประเด็นนี้อย่างกังขา เพราะเป็นเรื่องที่น่าสงสัยไม่น้อยว่าทำไมนักบินจึงขอลงเติมน้ำมันในไทยซึ่ง มีประวัติการให้ความร่วมมือกับสหรัฐอเมริกามาแล้วหลายหน เช่นการจับกุมตัว ‘ฮัมบาลี’ เมื่อปี 2543 และ ‘วิกเตอร์ บูธ’ เมื่อต้นปี 2551 เป็นต้น

ขณะเดียวกันในบริเวณแถบนี้ยังมีประเทศที่ให้ความร่วมมือกับอเมริกาน้อยกว่าประเทศไทย เช่นประเทศพม่าที่น่าจะเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและสะดวกสุดในการลงจอด อีกทั้งที่ในเที่ยวขาไปเมื่อตอนเติมน้ำมันก็เคยถูกตรวจค้นไปแล้วนั้น ขากลับขนอาวุธมาเต็มลำยังขอลงจอดที่ดอนเมืองอีก จึงยิ่งเพิ่มข้อกังขา

ผู้สื่อข่าวตะวันตกจากนสพ. เดอะ นิวยอร์ค ไทม์ อย่าง THOMAS FULLER และ DAVID E. SANGER ตั้งข้อสงสัยต่อกรณีการลงจอดที่เมืองไทย ใน เดอะ นิวยอร์ค ไทม์ ออนไลน์ วันที่ 14 ธันวาคม ว่า “น่าเคลือบแคลงอย่างยิ่งว่าทำไมลูกเรือจึงตัดสินใจลงเติมน้ำมันในประเทศที่ เป็นพันธมิตรใกล้ชิดอเมริกา ทั้งที่ถัดไปก็เป็นประเทศพม่า ซึ่งมีความสำพันธ์ทางการค้าและการเมืองที่ลึกซึ้งกับเกาหลีเหนือ”

คอลัมน์เทศมองไทยในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 1531 18-24 ธ.ค. 52 ได้รายงานอ้างถึง พอล ควอเกลีย ผู้อำนวยการบริษัทที่ปรึกษาความมั่นคง มีอดีตเป็นซีไอเอเก่า ฟันธงแบบไม่ยั้งว่า “เรื่องทั้งหมดถูกปั้นแต่งจัดฉากขึ้นมาตั้งแต่ต้นจนจบ”

ขณ เดียวกันพับลิกโพสต์ได้รับการเปิดเผยจากแหล่งข่าวระดับสูงว่า คนของเขาที่ได้เห็นอาวุธแจ้งและยืนยันมาว่า ตัวหนังสือบนกล่องอาวุธทั้งหมดเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งสอดคล้องกับกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ วันที่ 15 ธันวาคม ที่รายงานโดยอ้างคำพูดของ พันตำรวจเอก สุภิศาล ภักดีนฤนาถ ที่ได้เปิดเผยว่า อาวุธทั้งหมดไม่น่าจะผลิตในประเทศเกาหลีเหนือ เนื่องจากตราประทับที่อาวุธ นั้นเป็นภาษาอังกฤษ

นอกจากนั้นพับลิกโพสต์ยังได้ข่าวเชิงลึกจากแหล่งข่าวเดียวกันอีกว่า ในการเข้าตรวจค้นนั้น เจ้าหน้าที่หลักส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่จากชาติมหาอำนาจ โดยเจ้าหน้าที่ไทยเป็นเพียงกำลังเสริมเท่านั้น

ทั้งหมดนี้จึงยิ่งเพิ่มความสงสัยมากยิ่งขึ้นว่า เอาเข้าจริงๆ แล้ว ต้นทางของเที่ยวบินนี้มาจากกรุงเปียงยางแน่จริงหรือ?? และการลงจอดที่ดอนเมืองนั้น เป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ใดกันแน่??

แหล่งข่าวระดับสูงคนดังกล่าวยังให้ความเห็นอีกว่า ตอนจบของ ‘ลอร์ดออฟวอร์’ ภาคสนามบินดอนเมือง อาจกลายเป็นเรื่องโอละพ่อ!!  เพราะมีความเป็นไปได้สูงที่งานนี้จะเป็นการจัดฉากจากมหาอำนาจเพื่อละเลงภาพอักษะแห่งปีศาจกับศัตรูคู่แค้นทั้งเกาหลีเหนือและอิหร่านให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น กลายเป็นว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว

และอาจนำไปสู่การบอยคอตทั้งสองประเทศในระดับที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น หรือแม้กระทั่งอาจสร้างความชอบธรรมถึงขนาดบุกถล่มก็เป็นได้

ถึง แม้อเมริกาในยุคประธานาธิบดี บารัก โอบามา ดูท่าจะสงบสติอารมณ์ได้ดีกว่า จอร์จ บุช ที่เป็นประเภทขาลุยบ้าดีเดือด แต่ล่าสุดการตัดสินใจเสริมกำลังเข้าไปในอัฟกานิสถาน อีก 30,000 นาย นั้นก็แสดงให้เห็นว่า ผลประโยชน์ของประเทศอเมริกาในภูมิภาคนี้ยังมีความสำคัญเกินกว่าที่ บารัก โอบามา จะใช้ความเป็นประธานาธิบดีทุบโต๊ะได้

การใช้ความรุนแรงและกำลังอำนาจเข้าควบคุมเหนือประเทศอื่นเพื่อปกป้องผลประโยชน์ จึงยังเป็นวิธีปฏิบัติเดิมๆ ที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลง แม้อเมริกาจะเปลี่ยนประธานาธิบดี สักกี่คนก็ตามที

ถ้ามองกรณีตัวอย่างจาก ซัดดัม ฮุสเซน ที่ถูกป้ายข้อหาฉกรรจ์ก่อนอิรักจะโดนถล่มนั้น การจัดฉากเพื่อแปะป้ายแห่งความเป็นผู้ร้ายให้กับอิหร่านหรือเกาหลีเหนือ อันจะนำไปสู่มาตรการอื่นๆ ที่วางแผนไว้ จึงไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้เสียเลยทีเดียว!!

เล่นบทพลเมืองดีของโลก…ไทยได้หรือเสีย?

แม้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และกระทรวงการต่างประเทศ แจ้งว่าการปฏิบัติงานครั้งนี้เป็นไปตามมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่ง สหประชาชาติ (UNSC) ข้อที่ 1874 (2009) อ้างถึงมติข้อ 1718 (2006) ว่าด้วยเรื่องการประณามและคว่ำบาตรเกาหลีเหนือ ซึ่งออกมาเมื่อช่วงต้นปี หลังจากที่เกาหลีเหนือได้ทำการทดลองขีปนาวุธ มติข้อนี้ได้พูดถึงเรื่องการตรวจสอบอากาศยานที่ออกมาจากเกาหลีเหนือ และการส่งออกอาวุธต้องห้ามของเกาหลีเหนือ

ยืนยันว่า ทุกอย่างดำเนินตามมติสหประชาชาติ หรือกฎหมายระหว่างประเทศที่ไทยเป็นภาคีอยู่ แบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับประเทศไทยเป็นการส่วนตัว!!

แต่เรื่องที่เกิด ขึ้น ทางเจ้าของอาวุธจะยอมเข้าใจตามที่เราต้องการหรือไม่นั้นยังเป็นเรื่องที่เหนือคาดเดา เพราะในทางอ้อมไทยก็คือผู้ตรวจยึดและผู้จับกุมอาวุธบนเครื่องบินลำดังกล่าว อยู่ดี

อาวุธกว่า 35 ตัน ที่มีมูลค่ากว่า 500-600 ล้านนั้น ที่ไม่อาจไปสู่จุดหมายปลายทางได้นั้นต้องสร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับ เจ้าของอาวุธ ซึ่งแน่นอนว่าต้องไม่ ‘ธรรมดา’ อย่างแน่นอน!!

ถ้าเจ้าของอาวุธที่ถูกยึดคิดสรุปแบบ ‘แล้วกันไป’ ก็ถือเป็นความโชคดีของไทย แต่ถ้าทุกอย่างถูกแปรเปลี่ยนเป็นความ ‘โกรธแค้น’  ไม่มีใครคาดการณ์ได้ว่าผลสะท้อนจะสั่นสะเทือนรุนแรงไปถึงระดับไหน!!

ที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่เคยประสบกับการก่อวินาศกรรมข้ามชาติจากผู้ก่อการร้ายใดๆ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า เป็นผลจากความเก่งกาจหรือความมีประสิทธิภาพของหน่วยข่าวกรองและความมั่นคง ไทยจะแต่อย่างใด

หากแต่…เพราะขบวนการต่างๆ ยังไม่เคยมองไทยด้วยสายตาแห่งความเป็น ‘ศัตรู’ ต่างหาก!

แม้ที่ผ่านมาไทยเคยสามารถจับตัวนายฮัมบาลี หรือ วิกเตอร์ บูธ แต่นั่นก็ภายใต้การชีเป้าจากทางสหรัฐ รวมทั้งการจับเครื่องบินครั้งนี้ก็เช่นกัน ลำพังแค่ปัญหาภายในของไทยหน่วยข่าวกรองยังเอาตัวไม่รอด เอากันง่ายๆ ว่าการชุมนุมทางการเมืองที่มีการยิงเอ็ม 79 หลายต่อหลายครั้งเข้าใส่ผู้ชุมนุม แค่นี้ยังจับมือใครดมไม่ได้ แล้วนับประสาอะไรกับขบวนการก่อการร้ายที่มีวิธีการทำงานลึกลับซับซ้อนและสามารถยืนหยัดท้าทายพี่เบิ้มทางด้านการข่าวอย่างสหรัฐมาได้อย่างยาวนาน

อันที่จริง การผลักภาระให้พ้นความรับผิดชอบของประเทศไทยจึงเป็นหนทางที่ดีที่สุดและเป็นวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องสวยที่สุดสำหรับประเทศไทยในการรับมือสายการบินแห่งความตายเที่ยวนี้ หรือแม้กระทั่งถ้ายินยอมให้ลงจอดแล้ว ก็ยังมีวิธีการผลักดันออกไปจากประเทศโดยไม่ต้องเป็นข่าว ซึ่งจะทำให้ไทยไม่ต้องเปลืองตัวเข้าไปเกี่ยวข้องกับสถานการณ์เสี่ยงต่อการถูกโจมตีในอนาคต

แหล่งข่าวระดับสูงที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่อง ตะวันออกกลาง เปิดเผยกับพับลิกโพสต์ว่า ปกติวิธีปฏิบัติเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะตามมา เมื่อทราบว่าเป็นอาวุธร้ายแรงจะต้องรีบผลักดันออกนอกประเทศไป หรือหากสามารถพิสูจน์ทราบว่าอาวุธนั้นมาจากประเทศใด จะต้องส่งกลับประเทศนั้นๆ

ที่ผ่านมาประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนก็เคย เจอเหตุการณ์เช่นนี้หลายครั้ง แถมยังรู้ด้วยซ้ำว่าอาวุธเหล่านั้นจะถูกจัดส่งไปยังที่ใด แต่เพื่อไม่ให้กระทบกับคู่ค้าอาวุธที่อาจจะล้างแค้น เขาเลือกที่จะผลักดันออกไปอย่างรวดเร็วที่สุด โดยไม่ยอมให้ตกเป็นข่าว ซึ่งถือว่าเป็นการรับมืออย่างชาญฉลาด โดยกันตัวเองให้พ้นจากความยุ่งยาก และเป็นเรื่องที่อาจนำพาประเทศไปสู่หายนะได้ ซึ่งถือว่าต่างกับประเทศไทยในขณะนี้อย่างลิบลับ

เล่นกับใครไม่เล่น แต่ดันไปเล่นกับขบวนการค้าอาวุธข้ามชาติ แล้วยิ่งถ้าอาวุธที่ว่าเป็นของขบวนการต่อสู้ที่กว่าพวกเขาจะหาเงินมาจัดซื้อ ได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายดายนัก แต่รัฐบาลไทยดันไปโฉ่งฉ่างกันซะขนาดนี้ ประเดี๋ยว ‘งานเข้า’ ได้ซวยกันทั้งประเทศ!!!

กองบรรณาธิการ : รายงาน, พับลิกโพสต์ ฉ.24 ม.ค.53