การ แต่งตั้ง ‘พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม’ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 (ผบช.ภ.5) ขึ้นเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วยผบ.ตร.) ผู้ต้องหาในคดีการหายตัวไปของ นายมุฮัมมัด อัลรูไวลี่ นักธุรกิจและสมาชิกในราชวงศ์ซาอุดีอาระเบีย ก่อให้เกิดปัญหาบานปลาย และกระทบถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับซาอุดิอาระเบียอีกครั้ง
‘นาย นาบิล เอช อัชรี’ อุปทูตซาอุดีอาระเบีย ประจำประเทศไทย ได้ออกแถลงการณ์ต่อเนื่องถึง 4 ฉบับ ที่ล้วนมีเนื้อหาแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรง และกังขาในกระบวนการยุติธรรมของไทย รวมทั้งตอบโต้ผู้รับผิดชอบในรัฐบาล
โดยเฉพาะแถลงการณ์ฉบับสุดท้ายที่มีเนื้อหายิงตรงถึงนายกรัฐมนตรีของไทยโดยเฉพาะ
ผล จากความไม่พอใจต่อการแต่งตั้ง พล.ต.ท.สมคิด ครั้งนี้ ซาอุดีอาระเบียได้ออกมาดับเครื่องชน ทั้งเวทีการทูต เวทีการเมือง เวทีสื่อมวลชน และขย่มไทยในทุกรูปแบบ เริ่มตั้งแต่การไม่ออกวีซ่าให้แก่ชาวมุสลิมที่จะไปประกอบพิธีฮัจญ์ ตามด้วยข่าวที่ออกมาเป็นระยะว่า อาจถึงขั้นปิดแผนกวีซ่า และรุนแรงสุดก็คือปิดสถานทูต
ที่สุด นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ จึงไม่มีทางเลือก จำต้องให้ พล.ต.ท. สมคิด เล่นบทผู้เสียสละ โดยประกาศไม่รับตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เรื่องราวจึงยุติลงชั่วคราว
ย้อนรอยบาดหมาง ไทย-ซาอุ
ความ สัมพันธ์ไทย-ซาอุฯ ที่หมางเมินมานานกว่า 20 ปี สาเหตุจากคดีอุกฉกรรจ์ที่เกิดขึ้นกับราชวงศ์ซาอุฯ และบุคคลสำคัญของซาอุดี อาระเบียถึง 4 คดีด้วยกัน
เริ่มแรกเมื่อ ‘นายซอและห์ อัลมาลิกี’ เจ้าหน้าที่สถานทูตซาอุฯ ประจำประเทศไทย ถูกลอบสังหารกลางเมืองกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2532
ตอนนั้นบรรดาตำรวจมือปราบทั้งหลายถูกระดมมาทำงาน รวมทั้ง ‘สมคิด’ ด้วย แต่ตำรวจไทยก็ยังจับมือใครดมไม่ได้
ความ วัวไม่ทันหายความควายเข้ามาแทรก วันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2532 ‘นายเกรียงไกร เตชะโม่ง’ คนงานไทยชาวลำปางที่ทำงานอยู่ในพระราชวังของ ‘กษัตริย์ไฟซาล’ แห่งซาอุดีอาระเบีย ได้ขโมยเครื่องเพชรของ ‘เจ้าชายไฟซาล บิน ฟาฮัด’ มูลค่าหลายร้อยล้านบาท หนีกลับมาประเทศไทย
ตำรวจไทยสามารถติดตาม เพชรกลับมาได้ส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะเพชร ‘บลูไดมอนด์’ ซึ่งเม็ดใหญ่ที่สุด และเป็นเพชรประจำราชวงศ์ หายไปอย่างไร้ร่องรอย
โดยมีข่าวกระเซ็นออกมาว่า ‘บลูไดมอนด์’ ไปตกอยู่ในมือของบุคคลชั้นสูงของไทย
นอกจาก นั้น ตำรวจไทยยังทำงามหน้า ด้วยการสับเปลี่ยนเพชรของกลาง เอาเพชรปลอมไปคืน ภาพจน์ไทยในตอนนั้นย่ำแย่ๆ สุดๆ ในสายตารัฐบาลซาอุฯ!!
แล้วต่อมา วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2533 ก็เกิดคดีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิง ‘นายอับดุลเลาะห์ อัลเบซาร์รีห์เดน’ ‘นายฟาฮัด อัลปะลี’ และ ‘นายอะมัด อัลชารีพ’ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่การทูตซาอุฯ เสียชีวิตต่างสถานที่ อีก 3 ศพ
ใน เดือนเดียวกัน ระหว่างวันที่ 12-25 กุมภาพันธ์ 2553 ‘นายมุฮัมมัด อัลรูไวลี่’ นักธุรกิจชาวซาอุฯ ก็ได้หายตัวไปจากบ้านพักในซอยเย็นอากาศ ยานนาวา
มาปรากฎภายหลังว่านายอัลรูไวลี่ ไม่ใช่แค่นักธุรกิจธรรมดา แต่เขาเป็นหนึ่งใน ‘สมาชิก’ ราชวงศ์แห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย!!
ซึ่ง ต่อมาจึงมีการจับกุมเจ้าหน้าตำรวจนครบาลชุดหนึ่งข้อหา ‘อุ้ม’ นายอัลรูไวลี่ ไปเค้นข้อมูล ด้วยเชื่อว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการตายของเจ้าหน้าที่การทูตซาอุฯ 4 รายก่อนหน้านี้
คดีที่เกิดขึ้นต่อเนื่องโดยไม่ได้รับการคลี่คลาย โดยเฉพาะกรณีที่ตำรวจไทยเข้าไปเอี่ยวในการอุ้มหายนายอัลรูไวลี่ ที่เป็นสมาชิกราชวงศ์ ได้สร้างความเจ็บแค้นต่อซาอุฯ อย่างมาก จึงทั้งขู่ทั้งบังคับ ทยอยส่งแรงงานไทยกลับ ห้ามคนซาอุฯ เดินทางมาเมืองไทย
ที่ สำคัญ คือ การลดระดับความสัมพันธ์กับประเทศไทย มีการเรียกตัว ‘เอกอัครราชทูต’ กลับ และส่ง ‘อุปทูต’ มาทำหน้าที่แทน จนถึงปัจจุบัน!!
คลี่ปมอุ้มหาย ‘อัลรูไวลี่’ วิบากกรรม ‘สมคิด’
ย้อน หลังไป 20 กว่าปี ‘พ.ต.ท.สมคิด บุญถนอม’ (ยศขนะนั้น) นับเป็นนายตำรวจมือปราบขาบู๊ที่ชื่อชั้นอยู่ในอันดับต้นๆ โจรผู้ร้ายพอได้ยินชื่อ ‘สมคิด’ หรือ ‘เดอะคิด’ ตามฉายาที่นักข่าวตั้งให้เป็นอันต้องขนหัวลุก
เมื่อเกิดคดีฆาตกรรม เจ้าหน้าที่ทูตซาอุดีอาระเบียรายแรก บรรดามือปราบทั้งหลายก็ถูกระดมมาทำงาน รวมทั้ง ‘สมคิด’ ด้วยที่ได้รับมอบหมายให้ทำการสืบสวนคดีนี้ จนกระทั่งจับกุมนายอดินันท์ หรือบังมุด ชองเกอร์วารา ต่อมาศาลยกฟ้อง
กระทั่ง กุมภาพันธ์ปีถัดมา ก็เกิดคดีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงเจ้าหน้าที่ทูตซาอุอีก 3 ราย เสียชีวิตต่างสถานที่กัน ตอนนั้น พล.ต.อ.แสวง ธีระสวัสดิ์ อธิบดีกรมตำรวจ (สมัยนั้น) ได้แต่งตั้งพนักงานสอบสวน ‘สมคิด’ ก็เป็นหนึ่งในทีม
ขณะที่ตำรวจไทยยังทำคดีไปไม่ถึงไหน เหตุการณ์กลับเลวร้ายลงสุดๆ เมื่อทางการซาอุฯ ทวงถามมาอีกว่า นักธุรกิจชื่อ ‘นายมุฮัมหมัด อัลรูไวลี่’ ซึ่งเป็นเชื้อราชวงศ์ด้วย เกิดหายตัวจากบ้านพักในกรุงเทพฯ ไปอย่างลึกลับในเดือนเดียวกัน
ต่อมาสถานทูตซาอุฯ มีหนังสือกล่าวโทษว่า ‘สมคิด’ ว่าไปพัวพันกับการอุ้มหายและฆ่านายอัลรูไวลี่ !!
กรม ตำรวจได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวน โดยมีพยานเป็นระดับนายตำรวจให้การว่า ได้ยินลูกน้องของสมคิดพูดว่า ได้จับอัลรูไวลี่ไปกักขังเพื่อซักถามคดีฆ่าเจ้าหน้าที่ทูต 3 คน จากนั้นก็เอาไปฆ่าที่ อ.ศรีาชา จ.ชลบุรี จากนั้น ‘สมคิด’ ได้ เข้ามอบตัวและถูกดำเนินคดีร่วมกันฆ่าผู้อื่นฯ แต่สุดท้ายพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง
เรื่อง ล่วงเลยมาเกือบ 20 ปี โดยไม่มีความคืบหน้า ขณะเดียวกันทางซาอุก็ยังคงกดดันไทยมาโดยตลอด ด้วยทางราชวงศ์ซาอุฯ ถือเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก อีกทั้งการหายไปหรือตายของนายอัลรูไวลี่ ทำให้มีปัญหาในการจัดการมรดกและครอบครัวตามกฎหมายอิสลาม ทางญาติจึงเฝ้ารอความชัดเจนจากรัฐบาลไทยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา
จน เมื่อช่วงต้นเดือนมกราคม 2553 ก่อนคดีความจะหมดอายุเพียง 1 เดือน ทางซาอุฯ จึงได้เพิ่มแรงกดดันไทยอย่างหนัก ที่สุดกรมสอบสวนคดีพิเศษ ก็ได้สั่งฟ้อง 5 ผู้ต้องหา นำโดย พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม และพวก
เมื่อเรื่องเข้าสู่กระบวนการศาล ความขัดแย้งไทย-ซาอุฯ ทำท่าว่าจะได้รับการคลี่คลายไปในทางที่ดี
แต่ แล้วอย่างคาดไม่ถึง คณะกรรมการตำรวจแห่งชาติมีมติแต่งตั้ง พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม จากผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 (ผบช.ภ.5) ขึ้นเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วยผบ.ตร.)
รัฐบาลซาอุฯ จึงออกแถลงการณ์แสดงความไม่พอใจทันที และนำไปสู่ความตึงเครียดรอบใหม่ที่หนักหน่วงรุนแรงกว่าเดิม!!
แค่เกมกดดันหรือของจริง?
ความ ตึงเครียดที่เพิ่มขีดระดับขึ้นเรื่อยๆ นั้นเป็น ‘ปฏิกิริยา’ ต่อการแสดงความเห็นของเจ้าหน้าที่รัฐบาลหลายคนที่ออกมา ‘ปกป้อง’ การแต่งตั้ง ‘สมคิด’
ด้วยทางการซาอุฯ นั้นจับตาท่าทีของรัฐบาลไทยที่มีต่อ พล.ต.ท.สมคิด มาตั้งแต่อัยการคดีพิเศษยื่นฟ้องคดีอุ้มฆ่า นายมุฮัมหมัด อัลรูไวลี่ แล้ว
ทว่า ตั้งแต่วันที่ 12 ม.ค.2553 ที่ศาลอาญาประทับรับฟ้อง สำนักงานตำรวจแห่งชาติและรัฐบาลกลับไม่ได้ดำเนินการอะไรกับ พล.ต.ท.สมคิด เลย คงปล่อยให้ดำรงตำแหน่ง ผบช.ภ.5 ต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เมื่อ มีมติ ก.ตร.เมื่อวันที่ 1 ก.ย.2553 ที่ให้พล.ต.ท.สมคิด ได้ขยับขึ้นดำรงตำแหน่งสูงขึ้น แทนที่จะถูกสั่งพักราชการ ขณะที่รัฐบาลไม่สามารถอธิบายเหตุผลการแต่งตั้งครั้งนี้ได้เต็มปากเต็มคำ
เว้น แต่จะอ้างแบบข้างๆ คูๆ ว่า เป็นระเบียบที่เป็นมติ ก.ตร. ในการเรียงลำดับอาวุโส และอ้างพระราชบัญญัติล้างมลทิน ว่าทำให้ไม่สามารถดำเนินการใดๆกับ พล.ต.ท. สมคิดได้
คำชี้แจงเช่นนี้ ยิ่งสร้างความไม่พอใจให้รัฐบาลซาอุฯ จึงนำไปสู่การออกแถลงการณ์ 4 ฉบับอย่างต่อเนื่อง!!
โดย แถลงการณ์ฉบับแรกที่ออกมาจาก อุปทูตซาอุฯ นั้น แสดงความประหลาดใจต่อการเลื่อนตำแหน่ง พล.ต.ท.สมคิด ซึ่งเมื่อเดือนมกราคมถูกแจ้งข้อหาพร้อมกับตำรวจอีก 4 คน ฐานฆาตกรรมโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและกักขังหน่วงเหนี่ยวในคดีการหายสาบสูญของนา ยอัลรูไวลี่ พร้อมระบุว่า อาจกระทบความพยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างรุนแรง
และใน แถลงการณ์ที่ออกมาอีกหลังจากนั้นมีการใช้ถ้อยคำที่แข็งกร้าวขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะฉบับที่ 4 ซึ่งเป็นฉบับสุดท้ายก่อนที่เรื่องราวจะคลี่คลายนั้นตั้งใจ ‘อัด’ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตรงๆ
กรณีที่นายอภิสิทธิ์กล่าวหาว่า อุปทูต ซาอุฯ ‘ดูเหมือนจะมีข้อมูลไม่ครบถ้วน’
ขณะที่ ‘นายนาบิล เอช อัชรี’ ย้ำว่า เขาได้รับข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว!!
พร้อมๆ กับการออกแถลงการณ์ ซาอุฯ ก็เริ่มส่งสัญญาณความถี่สูงออกมาให้ไทยได้เข้าใจว่างานนี้ซาอุฯ ‘เอาจริง’ ด้วยการระงับวีซ่า ‘นายอาซิส พิทักษ์คุมพล’ จุฬาราชมนตรีของไทย ที่จะไปทำอุมเราะห์ ณ นครเมกกะห์!!
แม้ในเวลาต่อมา นายอาศิส จะออกมาปฏิเสธข่าว และชี้แจงว่าสาเหตุที่ไม่ได้ไปทำอุมเราะห์ เนื่องจากติดภารกิจกระทันหัน และภายหลังจึงทราบว่าทางการซาอุฯงดรับวีซ่า เนื่องจากคนเต็ม ที่พักไม่เพียงพอ ซึ่งการประกาศปิดรับวีซ่าไม่ใช่เฉพาะกับประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประเทศมุสลิมอื่นๆ เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย และกลุ่มอาหรับด้วย
แต่มิอาจปฏิเสธได้ว่า นี่คือผลกระทบจากการแต่งตั้ง พล.ต.ท.สมคิด ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้ช่วย ผบ.ตร.โดยแท้!!
เหตุผล นั้นว่ากันว่า ด้วยทางซาอุฯ มีข้อมูลว่า นายอาซิส นั้นมีความสนิทกับนักการเมืองซีกประชาธิปัตย์ ทั้งการขึ้นสู่ตำแหน่งจุฬาราชมนตรีก็ได้รับแรงหนุนจากประชาธิปัตย์เป็นส่วน สำคัญ
ลึกๆ แล้วจึงเป็นสัญญาณเตือนขั้นรุนแรง ที่คนระดับ ‘ผู้นำมุสลิมไทย’ ก็ยังไม่อยู่ในสายตารัฐบาลซาอุฯ!!
ระหว่างนั้นข่าวการปิดแผนกวีซ่า ไปจนปิดสถานทูตก็ถูกปล่อยออกมาเป็นระยะๆ ผ่าน ‘คนใกล้ชิด’ อุปทูต นาบิล
ขณะ ที่รัฐบาลไทยอยู่ในภาวะมึนๆ อึนๆ ด้วยไม่แน่ใจว่า กำลังเจอแค่เกมกดดันหรือของจริง สถานทูตซาอุฯ ก็ ‘ปล่อยของ’ ออกมาสำทับอีกรอบ ด้วยการเรียกคืนพาสปอร์ตที่ประทับวีซ่าฮัจญ์ไปแล้วจากกรมศาสนา 392 เล่ม โดยอ้างว่ามีความผิดพลาดทางเอกสาร
หากแตข่าวเชิงลึกบอกว่า เป็น ‘ความตั้งใจ’ ของสถานทูตซาอุที่ปล่อยพาสปอร์ตออกมาแล้วเรียกกลับ เพื่อกดดันและดูท่าทีของรัฐบาลไทย และเป็นการส่งสัญญาณถึงวีซ่าของมุสลิมไทยอีก 13,000 คน ว่าจะลงเอยในทิศทางใด หากไทยยังไม่ยอมอ่อนข้อ!
แต่เนื่องจากนาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้รับข้อมูลจากสส.มุสลิมของพรรคประชาธิปัตย์ว่า ซาอุฯ ไม่น่าจะระงับการออกวีซ่าแก่ผู้ไปแสวงบุญชาวมุสลิม ด้วยในหลักการศาสนาอิสลามนั้น ห้ามขัดขวางผู้ที่จะไปประกอบฮัจญ์ทุกวิถีทาง โดยไม่มีข้อยกเว้น ท่าทีนายอภิสิทธิ์จึงยังคงเด็ดเดี่ยว และยืนหยัดในการแต่งตั้ง พล.ต.ท.สมคิด
จุดนี้นับเป็นการประเมินสถานการณ์ที่ผิดพลาดใหญ่โต!!
ด้วย ผู้ให้ข้อมูลรวมทั้งนายอภิสิทธิ์เอง ที่ไม่ได้สัมผัสชาวอาหรับอย่างใกล้ชิด จึงไม่เข้าใจอุปนิสัยและพื้นฐานดั้งเดิมว่า ชาวอาหรับเป็นชนที่ยึดมั่นถือมั่น เย่อหยิ่ง และมีอัตตาสูงที่สุดชนหนึ่ง ที่พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ตนต้องการ
อีกทั้งคดีความ เสียหายที่เกิดขึ้นกับพลเมืองซาอุฯ โดยไม่ได้รับการเหลียวแลจากรัฐบาลไทย นับเป็นเรื่องใหญ่ที่สามารถหาข้ออ้างในการเลี่ยงหลักการศาสนาข้อนี้ได้
จน เมื่อกรมศาสนานำพาสปอร์ตอีก 1,038 เล่มไปสถานทูตซาอุฯ เพื่อยื่นขอวีซ่าอีกครั้ง แต่ได้รับการปฏิเสธ กรมศาสนาจึงหันไปสอบถามถึงพาสปอร์ต 392 เล่มที่ถูกเรียกคืนก่อนหน้า ก็มีเสียงเตือนแบบนิ่มๆ ว่าถ้ายังต้องการ ทางสถานทูตยินดีจะคืนพาสปอร์ต 392 เล่มดังกล่าว แต่พร้อมกับการประทับ ‘ยกเลิก’ วีซ่าที่ออกไปแล้ว
กรมศาสนาจึงต้องถอยออกมาอย่างไม่เป็นท่า และรัฐบาลก็เพิ่งตระหนักเดี๋ยวนั้นว่า งานนี้เจอ ‘ของจริง’ เข้าให้แล้ว!!
คลี่คลายช็อต่อช็อต
วัน ที่ 21 กันยายน นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รมว.วัฒนธรรม จากพรรคประชาธิปัตย์ จึงได้ขีดเส้นตายว่าภายใน 48 ชั่วโมง ปัญหานี้จะต้อง ‘คลี่คลาย’ เนื่องจากชาวไทยมุสลิม 13,000 คน เริ่มวิตกกังวลว่าจะเดินทางไม่ได้ ซึ่งถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและกระทบจิตใจชาวไทยมุสลิมอย่างมาก
ที่สำคัญ มุสลิมเหล่านี้โดยมากเป็นชาวปักษ์ใต้ และกรุงเทพรอบนอก ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์มาช้านาน
อีก ทั้งปัญหาได้บานปลาย ไม่กระทบเฉพาะความสัมพันธ์ไทย-ซาอุฯเท่านั้น แต่ยังลุกลามเป็นปัญหาการเมืองภายในประเทศซึ่งฝ่ายค้าน โดยนายพิเชษฐ์ สถิรชาล เลขาธิการคณะกรรมกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ที่หมวกอีกใบเขาคือคนของพรรคเพื่อไทย ก็ออกโรงใช้ประเด็นนี้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ‘ขย่ม’ พรรคประชาธิปัตย์
ซึ่งที่สุด หากมุสลิมไม่สามารถเดินทางไปทำฮัจญ์จริง ก็จะกระทบฐานเสียงใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นกลุ่มมุสลิมอย่างแน่นอน
วัน ถัดมา 22 กันยายน ที่สถานทูตซาอุดีอาระเบีย ช่วงเช้า ‘นายนาบิล เอช อัชรี’ อุปทูตซาอุฯ ได้เรียกประชุมเจ้าหน้าที่ระดับสูงรวมทั้งที่ปรึกษาคนสำคัญ เพื่อรอดูท่าทีของรัฐบาลไทย ตามเส้นตายของนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ที่ต้องการให้เรื่องทั้งหมดยุติภายในวันนี้ เนื่องจากตั้งแต่วันที่ 23 ก.ย.ถึงวันที่ 26 ก.ย.เป็นวันหยุดของสถานทูต ในโอกาสวันชาติซาอุดีอาระเบีย
กระทั่ง มี ‘สัญญา’ ที่แน่ชัดว่า ‘รัฐบาลไทยยอมถอย’ ราว 1 ชั่วโมงก่อนเที่ยง จึงมีข่าวมาว่า ทางสถานทูตซาอุดีอาระเบียได้ปล่อยวีซ่าแก่คนไทยชุดแรก 392 คนออกมาแล้ว และถัดจากนั้นอีก 2 ชั่วโมง พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ก็จำต้องออกมาเล่นบทผู้เสียสละ แถลงไม่รับตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
เรื่องราวความตึงเครียดระหว่างไทย-ซาอุฯ จึงสงบลง (ชั่วคราว)!!
ทำไมต้อง ‘อุ้ม’ สมคิด ?
การ ก้าวขึ้นสู่เบอร์หนึ่งตึกไทยคู่ฟ้าของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และประชาธิปัตย์สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้นั้น ยากที่จะปฏิเสธได้ว่า ไม่ใช่ผลสืบเนื่องจากการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2553
เป็นที่ทราบกันดีว่า แรงส่งที่ทำให้นายอภิสิทธิ์ และประชาธิปัตย์ถึงฝั่งฝันนั้นมาจาก ‘ค่ายทหาร’ โดยแท้
หลาย ฝ่ายจึงเชื่อว่า เหตุผลที่รัฐบาลประชาธิปัตย์จำต้อง “อุ้ม” พล.ต.ท.สมคิด เพราะเขาคือน้องชายแท้ๆ ของ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม อดีตหัวหน้าสำนักงานเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (เลขาฯ คมช.) ผู้มีบทบาทสำคัญในการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย.2549 ยึดอำนาจจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
ในขณะที่พล.ต.ท.สมคิด ติดบ่วงคดีซาอุฯ แต่ก็สามารถไปผงาดเป็นผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 (ผบช.ภ.5) ในยุคคมช.เรืองอำนาจ ก็เป็นแรงหนุนจาก พล.อ.สมเจตน์
ยิ่งไปกว่านั้น พล.ต.ท.สมคิด ยังเป็นผู้มีบทบาทสำคัญร่วมกับพี่ชาย ในการรวบรวมพยานหลักฐานการทุจริตเลือกตั้งของ “บิ๊ก” พรรคพลังประชาชน จนนำไปสู่การยุบพรรคการเมืองพรรคนี้เมื่อวันที่ 2 ธ.ค.2552 กระทั่งพรรคประชาธิปัตย์ได้มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลชุดปัจจุบันที่มี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี
และนี่เป็นเรื่องที่ ‘นายนาบิล เอช อัชรี’ อุปทูตซาอุฯ ก็รู้ดีเช่นกัน จึงไม่ยอมเล่นบทรอมชอมอีกต่อไป!!
ผลกระทบตัดสัมพันธ์ไทย-ซาอุ
แม้ การที่ พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ออกมาแถลงไม่รับตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการแห่งชาติจะช่วยให้ไฟการเมือง ระหว่างไทย-ซาอุฯ มอดลง แต่ก็เป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น หนังม้วนยาวที่ต้องจับตาต่อไป คือ คดีของ พล.ต.ท. สมคิด ที่ค้างคาอยู่ในศาล ที่จะเป็นบทพิสูจน์และดรรชนีชี้วัดว่า ในระยะยาวความสัมพันธ์ไทย-ซาอุฯ จะลงเอย ณ ตรงจุดใด!!
หากไทยยังไม่แสดงความจริงใจให้ซาอุฯ ได้ประจักษ์ รอยร้าวระหว่างสองประเทศจะปะทุขึ้นมาอีกครั้งจึงใช่ว่าจะเป็นเรื่องเป็นไป ไม่ได้เสียเลยทีเดียว และหากเกิดการแตกหักและสะบั้นความสัมพันธ์กันจริงๆ ถึงตอนนั้นผลกระทบอย่างใหญ่หลวงจะเกิดขึ้นกับไทย ด้วยปัจจุบัน ประเทศ ‘อาหรับ’ ถือเป็นตลาดใหญ่ของไทยในด้านการค้าการลงทุน ไม่ว่าในด้าน ธุรกิจแรงงาน ธุรกิจสินค้าส่งออก ธุรกิจสินค้าอาหารฮาลาล ธุรกิจการท่องเที่ยว ธุรกิจทางด้านพลังงาน/น้ำมัน ฯลฯ
และแม้ซาอุฯ จะไม่ได้เป็นมหาอำนาจทางทหาร หรือการเมืองระหว่างประเทศ แต่ซาอุฯ ก็เป็นมหาอำนาจทางการเงินและพลังงานของโลก
ที่สำคัญคือ เป็นพี่ใหญ่ของกลุ่มประเทศ ‘อาหรับ’ และประเทศมุสลิม!!
ใน ระดับหนึ่ง ประเทศอาหรับรอบอ่าวเปอร์เซียได้รวมตัวในนาม GCC (The Cooperation Council For The Arab States of The Gulf) โดยมีซาอุดีอาระเบียเป็น ‘พี่เบิ้ม’
ในระดับที่ทรงพลังกว่านั้น ประเทศมุสลิมทั่วโลกได้รวมตัวกันในนาม OIC (Organisation of the Islamic Conference) ท่ีมีสมาชิก 57 ประเทศ เกาะกลุ่มกันอย่างเหนียวแน่น โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงริยาด ซาอุดีอาระเบีย และซาอุฯ ก็เป็นผู้อุปถัมภ์รายใหญ่ของ OIC
ซาอุฯ จึง ‘ทรงพลัง’ ใน OIC ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า ‘สหรัฐ’ ที่ทรงพลังใน UN !!
การ ถูกซาอุฯตัดสัมพันธ์ จึงไม่ได้หมายความว่าเป็นการตัดสัมพันธ์แค่กับประเทศเดียว แต่จะหมายรวมประเทศอาหรับรอบอ่าว และประเทศมุสลิมทั่วโลก หากซาอุฯ ต้องการ!!
อีกทั้งไทยยังมีปัญหาความไม่สงบที่ชายแดนภาคใต้ ที่ขบวนการฯ ก็พยายามนำเป็นประเด็นให้เข้าสู่ที่ประชุมโอไอซี แต่ที่ผ่านมาซาอุฯปกป้องไทยมาโดยตลอด โดยเป็นฝ่ายให้ข้อมูลกับเลขาธิการโอไอซี ว่าเป็นเรื่องภายในของไทย ไม่ใช่การกดขี่ขมเหงชาวมุสลิม
ปัจจุบันประเทศไทยได้เป็นประเทศผู้ สังเกตการณ์ในโอไอซี แต่หากซาอุฯ เปลี่ยนท่าทีเลิกหนุนรัฐบาลไทย ใช่ว่าจะเป็นเรื่องไปไม่ได้ที่ไทยอาจจะถูกตัดออกจากการเป็นประเทศผู้ สังเกตการณ์
และจะร้ายไปกว่านั้นหากโอไอซีกลับลำไปหนุนขบวนการฯ ในภาคใต้ให้ได้ที่นั่งในโอไอซี!!
กรณี ตัวอย่างที่เกิดมาแล้วก็คือ ประเทศฟิลิปปินส์ ที่รัฐบาลไม่มีที่นั่งในโอไอซี แต่ขบวนการต่อสู้ในภาคใต้ ในนามกลุ่มโมโร มีที่นั่งเป็นผู้สังเกตการณ์
ดังนั้น วันใดที่ซาอุดีอาระเบียตัดสินใจแตกหักและสะบั้นความสัมพันธ์ ไทยจะเผชิญ ‘โศกนาฏกรรม’ และ ‘บทเรียน’ ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างประเทศครั้งใหญ่ อย่างไม่เคยได้รับที่ไหนมาก่อน!!
รายงาน : กองบรรณาธิการ
ที่มา : นสพ.พับลิกโพสต์ ฉ.33 ต.ค. 53