ฮือ ฮาสะเทือนวงการ”น้ำดำ”กันอีกครั้ง เมื่อ”เสริมสุข”ทำหน้าที่ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์”เป๊ปซี่”มาเกือบ 6 ทศวรรษ ตัดสินใจ”ปั้นแบรนด์”ต่อกร”โกลบอลแบรนด์”อย่างเป๊ปซี่ โค๊ก รวมถึง”บิ๊กโคล่า”อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
กล่าวได้ว่า ก่อนสิ้นปี 2555 วงการน้ำดำอย่า”เอส โคล่า”ได้พลิกโฉมตัวเองสร้างแบรนด์ ทุ่มงบมหาศาล เพื่อสู้ศึกน้ำดำอย่าง”เป๊ปซี่” “โค๊ก” “บิ๊กโคล่า”ที่ยึดตลาดมาก่อนเป็นเวลานาน นี่คือบททดสอบของ”เสริมสุข”ที่มีเครือข่ายทางตลาด และความสัมพันธ์แน่นอยู่กับ”ทุน”และความชำนาญในวงการธุรกิจน้ำดำ
“เอส โคล่า” แบรนด์น้ำดำสัญชาติไทยแท้ วางตลาดทันทีเมื่อวันที่ 2 พ.ย. ที่ผ่านมา หลังจากสิ้นสุดพันธสัญญาทางธุรกิจ ระหว่างบริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน) และเป๊ปซี่โค อิงค์ ในการผลิต และจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เป๊ปซี่ ในประเทศไทยมาอย่างยาวนานร่วม 59 ปี
การ เปิดตัวของ “เอส โคล่า” ปลุกตลาดน้ำดำที่เคยผูกขาดอยู่เพียง 2 แบรนด์ใหญ่ แม้เพิ่งมีสีสันในช่วง 6-7 ปีหลัง เมื่อมีผู้เล่นรายใหม่อย่าง “บิ๊ก โคล่า” ตีโอบด้วยกลยุทธ์ป่าล้อมเมือง สร้างชื่อและเก็บเกี่ยวส่วนแบ่งการตลาดต่างจังหวัดไปไม่น้อย
“เป๊ป ซี่”ครองความเป็นผู้นำตลาดน้ำดำในไทยตลอดมากว่า 50 ปี เป็นเพียงไม่กี่ตลาดในทั่วโลกที่เป๊ปซี่ชนะโค้ก ขณะที่”เสริมสุข” ประกาศเป้าหมายชัดเจนว่าจะขึ้นครองบัลลังก์น้ำดำให้ได้ภายใน 3 ปี ในปี2558
นาย สมชาย บุลสุข ประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน) มั่นใจในประสบการณ์ 59 ปีของ”เสริมสุข” ในธุรกิจน้ำอัดลมที่ถูกถ่ายทอดออกมาเป็น “เอส” ซึ่งจะผลักดันให้ติดตลาดโดยเร็วที่สุดก่อนก้าวสู่ “อินเตอร์เนชั่นแนลแบรนด์” ปูพรมขยายตลาดต่างประเทศ
“อะไร ที่ผ่านมาแล้วก็ให้ผ่านไป เราใช้เวลา 8 เดือน สร้าง เอส โคล่า เป็นสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อนในชีวิต” นายสมชาย กล่าวอย่างเชื่อมั่นในธุรกิจน้ำดำ
นี่ คือเดิมพันของ “เอส”กับการ”สร้างแบรนด์”ของตัวเอง ให้เป็นเจ้าตลาดน้ำดำจากคนเคย “ทำแบรนด์” ให้เป็นผู้นำมาแล้ว เส้นทางนี้ดูเหมือนว่าไม่ยาก แต่ก็ไม่ง่ายนัก
แม้ว่าหลายฝ่ายประเมินขุมพลังของ”เป๊ปซี่” บนลำแข้งของตัวเองครั้งนี้ว่าไม่น่าจะพร้อมมากนัก โดยเฉพาะการผลิตและกระจายสินค้า
ขณะ ที่ นาย จา-กรูท โคเตชา กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจเครื่องดื่ม บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด ยอมรับว่า ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางธุรกิจครั้งนี้ อาจมีสะดุดบ้าง แต่จะเดินหน้าตามปกติให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งด้านการผลิต กระจายสินค้า และกิจกรรมทางการตลาด เพื่อรักษาผู้นำตลาดน้ำดำในไทย พร้อมทั้งสามารถขยายส่วนแบ่งการตลาด และยอดขายเพิ่มขึ้นในอนาคต
“บริษัท มั่นใจต่อการรักษาสถานะผู้นำตลาดน้ำดำในไทย สะท้อนจากการสำรวจตลาด พบว่า เป๊ปซี่ เป็นแบรนด์เครื่องดื่มน้ำดำอันดับหนึ่งในใจผู้บริโภคชาวไทย และ 73% ของผู้บริโภคเห็นว่า เป๊ปซี่ คือ แบรนด์ที่พวกเขารัก” จา-กรูท กล่าวก่อนที่ เอส จะวางจำหน่าย และระบุว่าเป๊ปซี่ มีส่วนแบ่งการตลาด 50% ในตลาดน้ำดำ
ตลาด น้ำดำคิดเป็นสัดส่วน 75-80% ของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มน้ำอัดลม 3.88 หมื่นล้านบาท “บิ๊กโคล่า”ระบุว่า มีส่วนแบ่งตลาด 16.6% ในน้ำดำ ขณะที่ค่าย “โค้ก” จนถึงวันนี้ยังปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มน้ำดำ เพียงแต่ย้ำว่าครองส่วนแบ่งสูงสุด 55% ในตลาดน้ำอัดลม
น้องใหม่”เอส” อัดงบกว่า 1,200 ล้านบาท เปิดเกมรุกหนักหน่วงช่วง 14 เดือนแรก ด้วยการตลาด 360 องศา ผ่าน 5 ปรากฏการณ์สุดขั้ว
“เดิม วงการน้ำอัดลมมีเพียง 2 แบรนด์ แต่วันนี้มี 4 แบรนด์ ฉะนั้นสถานการณ์เข้มข้นมากกว่าเดิม 4 เท่า แต่ละรายมีความชำนาญ และจุดแข็งที่ต่างกัน เราก็ต้องปิดจุดอ่อนของเรา” ฐิติวุฒิ์ บุลสุข กรรมการผู้จัดการ เสริมสุข กล่าว
อย่างไร ก็ตาม การขึ้นเป็นอันดับ 2 ของ เอส โคล่า ในปี 2556 ด้วยส่วนแบ่งตลาด ไม่น้อยกว่า 25% หรือมียอดขาย 8,000 ล้านบาท บอกได้เลยว่า เบอร์ 3 ไม่มีที่จะยืนแน่นอน
“
จุด แข็ง”ที่สุดของเสริมสุข คือ ไดเร็คเซล เจาะตรงคู่ค้าและลูกค้า การเข้าสู่ศึกสงครามครั้งใหญ่เวลานี้ ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงในส่วนไหนทั้งสิ้น เพื่อบรรลุเป้าประสงค์ใหญ่ก้าวสู่แชมป์ภายใน 3 ปีข้างหน้า
แต่ นั่นไม่ใช่ปัญหาของ”เป๊ปซี่” แบรนด์ระดับโลก เป็นที่คุ้นเคยกับคนไทยมาช้านาน ทำให้ “เป๊ปซี่โค” มั่นใจจะป้องกันแชมป์”น้ำดำ”จากผู้ท้าชิงรอบทิศ แม้จะไม่มีโปรดักท์แชมเปี้ยน “ขวดแก้ว” แต่เชื่อว่าเทรนด์ของโลกตอบรับ “ขวดพีอีที” (PET) และ “กระป๋อง” เป็นไปตามยุทธศาสตร์ของเป๊ปซี่ ที่ประกาศ ลด-เลิก “ขวดแก้ว” พร้อมดีไซน์ขวด “พีอีที” (PET) หลากหลายขนาด และผลักดันเป๊ปซี่ “กระป๋อง” เป็นหัวหอก เจาะตรงไลฟ์สไตล์ลูกค้าแต่ละกลุ่ม
เพื่อ ให้มั่นใจว่าจะมีเป๊ปซี่กระจายถึงระดับรากหญ้าทั่วประเทศ บริษัทได้วางระบบกระจายสินค้าโดยใช้บริการของ “ดีเอชแอล” และดิสทริบิวเตอร์ระดับท้องถิ่น ซึ่งเป็นบริษัทคนไทย เพื่อใช้ความสัมพันธ์ระดับท้องถิ่น ผลักดันสินค้าเข้าถึงลูกค้าครอบคลุมทั่วประเทศ
“ร้าน ขายของชำ ยี่ปั๊ว ค้าส่ง หรือทุกช่องทางขายจะได้รับเป๊ปซี่อย่างทั่วถึง เมื่อไหร่ก็ตาม ที่ผู้บริโภคต้องการ เป๊ปซี่ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน จะหาซื้อเป๊ปซี่ได้อย่างแน่” จา-กรูท กล่าว
ระหว่าง ปี 2556-2558 เป๊ปซี่โค ใช้งบ 1.84 หมื่นล้านบาท ลงทุนในส่วนของการผลิตและกระจายสินค้า กิจกรรมการตลาด และการจ้างงาน-พัฒนาศักยภาพบุคลากร นอกจากโรงงานผลิตที่นิคมอมตะซิตี้ จังหวัดระยองแล้ว ยังเตรียมขยายโรงงานผลิตที่นิคมอุตสาหกรรมโรจนะอีกด้วย
การ ต่อสู่ทั้งการโฆษณาสินค้า การกระจายสินค้า เพื่อครองตลาด ต้องใช้ทุนอย่างสูง เพื่อทำให้”เอส”ขึ้นมาต่อกรอันดับ2 รองจาก”เป๊ปซี่” ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายที่”เป๊ปซี่”ได้ทุ่มงบไปแล้วก่อนล่วงหน้าแล้ว
ขณะ ที่วงการน้ำดำ อย่าง”โค๊ก” “บิ๊กโคล่า” ก็ติดตลาดอยู่ก่อน นี่คือหลังจากนี้”เอส”เขาจะมีแบรนด์อย่างไรต่อจากนี้ ที่ทำให้มายืนต่อกรกับ”เป๊ปซี่” ให้ได้
ต้อง จับตาดูกันว่าศึกธุรกิจน้ำดำ แต่ละฝ่าย จะต้องทุ่มทุน เพื่อขยายตลาดครองใจลูกค้าให้ได้นั้น ต้องมีกำลังเพียงพอในด้าน”ทุน” ที่จะให้แต่ละฝ่ายก้าวขึ้นมายืนแนวหน้าให้ได้
นับว่าเดิมพันธุรกิจน้ำดำ มีสำหรับ 1 แบรนด์เท่านั้น แต่นั่นจะเป็นใครต่างหาก คอยติดตามกันดู !!