นโยบาย OIC ต่อปัญหาชนกลุ่มน้อยมุสลิม (2)

ปัญหาชนกลุ่มน้อยถือเป็นประเด็นหนึ่งที่สำคัญของสังคมโลกมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน  โดยเฉพาะในปัจจุบันซึ่งมีกระแสการเรียกร้องปกครองตนเองของชนกลุ่มน้อยมาก ขึ้น  ทั้งนี้เป็นเพราะชนกลุ่มน้อยมีความเป็นชาติพันธุ์  เชื้อชาติ  วัฒนธรรม  ประเพณี  วิถีชีวิต  ทัศนคติ  ความเชื่อ  ศาสนา  ประวัติศาสตร์  เอกลักษณ์  และค่านิยมของตน  แต่ต้องอยู่ร่วมกับชนกลุ่มใหญ่หรือกับชนกลุ่มน้อยชาติพันธุ์อื่น  จึงมักเกิดปัญหาความขัดแย้งในการอยู่ร่วมกันและนำมาซึ่งปัญหาต่าง ๆ  อย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก  ปัญหาชนกลุ่มน้อยมักเป็นปัญหาที่สะสมมาเป็นระยะเวลายาวนาน  สาเหตุประการหนึ่ง  อาจเป็นผลมาจากการกระทำของชนกลุ่มใหญ่  โดยเฉพาะการเลือกปฏิบัติและการกีดกัน (Prejudice and discrimination) ตลอดจนความไม่สมดุลทางการเมือง เศรษฐกิจ-สังคม   และขาดการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

โดย ทั่วไปวิกฤตความขัดแย้งทางชาติพันธุ์และชนกลุ่มน้อยถือเป็นปัญหาความ มั่นคงภายในของแต่ละประเทศที่ประชาคมโลกไม่สมควรที่จะเข้ามาก้าวก่าย  แต่ในความเป็นจริงจะเห็นได้ว่า  เมื่อใดก็ตามที่ความขัดแย้งเกิดขึ้น  ผลกระทบจากความขัดแย้งนั้นก็จะแพร่ขยายออกไปอย่างกว้างขวาง  จนบางครั้งองค์การระหว่างประเทศก็จำต้องเข้าไปเกี่ยวข้องเพื่อช่วยหาวิธี คลี่คลายปัญหา  ดังจะเห็นได้จากปัญหาความขัดแย้งอันสืบเนื่องมาจากเรื่องชาติพันธุ์และชนก ลุ่มน้อยในโลกมุสลิมในหลาย ๆ กรณี  อาทิเช่น  การสังหารหมู่ชาวมุสลิมที่บอสเนียเฮอร์เซโกวิน่า (Bosnia Herzegovina) และที่โคโซโว (Kosovo) ปัญหาความขัดแย้งระหว่างปาเลสไตน์กับอิสราเอล ปัญหาแคชมีร์ (Kashmir) ปัญหาชนกลุ่มน้อยมุสลิมในอินเดีย ปัญหาการเรียกร้องเอกราชในเชชเนีย (Chechnya) การต่อสู้เรียกร้องการปกครองตนเองในอาเจะห์ (Aceh) ของอินโดนีเซียและบนเกาะมินดาเนาของฟิลิปปินส์  เป็นต้น

กรณี ปัญหาดังกล่าวเหล่านี้  นอกจากจะทำให้ประชาคมโลกยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือแล้ว  ยังเป็นประเด็นที่ประชาคมมุสลิมโลกต้องหันมาให้ความสนใจ  อันเป็นภารกิจหน้าที่ที่หลีกเลี่ยงมิได้ภายใต้กรอบแห่งความเป็นประชาชาติ อิสลาม (Islamic  Ummah) และกรอบแนวคิดเรื่องภราดรภาพอิสลาม (Islamic  Brotherhood) ดังที่มีปรากฏอยู่ในส่วนหนึ่งของหลักคำสอนทางศาสนาว่า  “แท้จริงบรรดาผู้ศรัทธานั้นเป็นพี่น้องกัน”(อัล-กุรอาน 49 : 10)

ท่าน ศาสนทูตมุฮัมมัดเองได้อธิบายไว้ว่า“ในความสัมพันธ์ระหว่างกัน  มุสลิมนั้นเปรียบเสมือนอาคารหลังหนึ่ง  ซึ่งที่ทุกส่วนของอาคารนั้นจะเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่กัน”  ในรายงานของอะนัส  อิบนุ  มาลิก  ท่านศาสนทูตมุฮัมมัดได้กล่าวว่า  “ไม่มีคนหนึ่งคนใดจากพวกท่านจะมีความศรัทธาที่แท้จริง  จนกว่าเขาจะให้สิ่งที่พี่น้องมุสลิมของเขาปรารถนาเหมือนดั่งที่เขาปรารถนาจะ ได้เพื่อตัวเขาเอง”  อับดุลลอฮ์  อิบนุ  อุมัร  ได้อ้างถึงคำกล่าวของศาสนทูตมุฮัมมัดที่ว่า  “มุสลิมนั้นเป็นพี่น้องกัน  เขาจะต้องไม่ทำอันตรายต่อมุสลิมคนอื่น  หรือปล่อยให้อันตรายกระทำต่อพี่น้องของเขา  หากเขาช่วยเหลือในสิ่งที่พี่น้องของเขาต้องการ  อัลลอฮ์ก็จะช่วยเหลือในสิ่งที่เขาต้องการ  และหากเขาปกป้องคุ้มครองมุสลิม   อัลลอฮ์ก็จะปกป้องคุ้มครองเขาในวันแห่งการฟื้นคืนชีพ”

หลัก การในเรื่องประชาชาติอิสลามและภราดรภาพอิสลามระหว่างผู้ศรัทธาดัง กล่าว  ทำให้ประชาคมมุสลิมตระหนักถึงความผูกพันภายใต้ร่มธงแห่งอิสลามเดียวกัน  รวมทั้งมีความสำนึกในหน้าที่ที่มีต่อกันในการช่วยเหลือและขจัดปัดเป่าความ เดือดร้อนต่าง ๆ  การที่ความเป็นประชาชาติมีความสำคัญเหนือความแตกต่างด้านชาติพันธุ์  สัญชาติ  ภาษา  ฐานะ  หรือผลประโยชน์ใด ๆ นั้น  ความผูกพันของคนมุสลิมจึงดำรงอยู่ได้แม้ในสภาพที่มีเส้นเขตแดนของรัฐมาขีด คั่น  และเมื่อเส้นเขตแดนของรัฐมิอาจที่จะจำกัดการมีความสัมพันธ์ระหว่างมุสลิม ด้วยกันแล้ว  จึงไม่เป็นที่สงสัยว่าประเด็นความเดือดร้อนของมุสลิมที่ดำรงอยู่เป็นชนกลุ่ม น้อยในรัฐใดรัฐหนึ่งก็จะได้รับความสนใจและความห่วงใยจากประชาคมมุสลิมโลก

ใน ช่วงเริ่มต้นของการก่อตั้ง องค์การ OIC ค่อนข้างระมัดระวังการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับประเด็นปัญหามุสลิมชนกลุ่มน้อยตาม ประเทศต่าง ๆ  เหตุผลหนึ่งเป็นเพราะเกรงว่าจะทำให้รัฐที่มีปัญหาดังกล่าวเกิดความรู้สึกถูก รุกล่ำอำนาจอธิปไตย  อย่างไรก็ตาม  OIC ได้นำประเด็นปัญหาชนกลุ่มน้อยขึ้นมาพิจารณาหารือครั้งแรกในการประชุมระดับ รัฐมนตรีต่างประเทศ  หรือ ICFM ครั้งที่ 3 ณ  กรุงญิดดะฮ์  ประเทศซาอุดีอาระเบียเมื่อ ค.ศ. 1972

ใน การประชุมครั้งนั้นมีการนำ เสนอรายงานสภาพการณ์ความทุกข์ยากของมุสลิมชนกลุ่มน้อยที่ถูกกระทำโดยรัฐใน ภาคใต้ของฟิลิปปินส์  พร้อมกันนั้นก็ได้นำเสนอตัวเลขสถิติของมุสลิมชนกลุ่มน้อยในประเทศต่าง ๆ ที่มิได้เป็นสมาชิกขององค์การ  อีกทั้งยังมีมติที่สำคัญ ๆ ออกมาจากผลสรุปของการประชุม  โดยมีเนื้อหาหลักที่ระบุว่า  “ชนกลุ่มน้อยมุสลิมในบางประเทศยังมิได้รับสิทธิทางศาสนาและการเมือง  ซึ่งเป็นสิทธิที่ได้รับการรับรองโดยธรรมเนียมปฏิบัติและกฎหมายระหว่าง ประเทศ”  ด้วยเหตุนี้  ที่ประชุมจึงเรียกร้องให้ประเทศที่มีมุสลิมเป็นชนกลุ่มน้อย  “ให้ความเคารพต่อวัฒนธรรมและความเชื่อความศรัทธาของชนกลุ่มน้อยเหล่านั้น  ตลอดจนมอบสิทธิต่าง ๆ ตามที่มีอยู่ในกฎบัตรของสหประชาชาติ  และแถลงการณ์สากลว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชนแก่พวกเขา” นับจากนั้นเป็นต้นมา วาระเรื่องปัญหาชนกลุ่มน้อยมุสลิมจึงถูกบรรจุอยู่ในทุก ๆ การประชุมของ OIC เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

หากจะแยกประเภทอย่างกว้าง ๆ แล้วอาจจะแบ่งชนกลุ่มน้อยมุสลิมออกได้เป็น 5 กลุ่มด้วยกันคือ

1. มุสลิมในฟิลิปปินส์  แคชมีร์  อิริเทรีย ไทย ฯลฯ  ซึ่งล้วนเป็นมุสลิมชนกลุ่มน้อยในบริบทขอบเขตดินแดนของรัฐชาติ  แต่เป็นชนกลุ่มใหญ่ในพื้นที่บางส่วนของประเทศ  กรณีเช่นนี้มักเกิดการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อแบ่งแยกดินแดนหรือการเรียกร้อง เอกราช

2. มุสลิมในบัลแกเรีย  อินเดีย  และพม่า ฯลฯ  ซึ่งเป็นกลุ่มมุสลิมที่อ้างว่าถูกกดขี่ทำร้าย  อันเป็นผลมาจากนโยบายของรัฐทั้งที่ไม่ตั้งใจ (เช่นกรณีของอินเดีย)  และที่ตั้งใจ (เช่นกรณีบัลแกเรีย)

3. มุสลิมที่อยู่ในโลกพัฒนาแล้วซึ่งเป็นดินแดนที่เสรี  เช่น  สหรัฐอเมริกา  สหราชอาณาจักร  ฝรั่งเศส ฯลฯ  มุสลิมส่วนใหญ่ในพื้นที่นี้เป็นพวกที่ย้ายถิ่นเข้ามาอาศัยใหม่จากโลกที่สาม  ตลอดจนพวกที่เปลี่ยนศาสนามายอมรับนับถืออิสลาม  ซึ่งเป็นพวกที่มักถูกเลือกปฏิบัติจากรัฐและประชากรกลุ่มอื่น ๆ ในประเทศ

4. มุสลิมในกัมพูชา  ไลบีเรีย (Liberia)  และศรีลังกา ฯลฯ  ซึ่งเป็นมุสลิมที่ถูกบีบให้เป็นกลุ่มชายขอบทางการเมือง  อีกทั้งยังกลายเป็นกลุ่มที่ตกเป็นเหยื่อจากความรุนแรงในสงครามกลางเมือง อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  กรณีของศรีลังกา มุสลิมถูกบีบให้ต้องเลือกข้างระหว่างคู่ขัดแย้ง  คือ ชาวทมิฬและสิงหล  กรณีของไลบีเรีย เกิดการต่อสู้กันอย่างหนักของเหล่าขุนศึกที่ฝ่ายหนึ่ง

นำ โดย Charles  Taylor กับอีกฝ่ายที่นำโดย Dr. Samuel  Doe  โดยมีมุสลิมอยู่ระหว่างกลางที่กลายเป็นเหยื่อของความรุนแรงซึ่งเกิดขึ้นใน ช่วงทศวรรษที่ 1990  ส่วนในกัมพูชานั้น มุสลิมก็พลอยถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์พร้อมกับประชากรอื่น ๆ ซึ่งกระทำโดยกลุ่มกองโจรที่นำโดยนายพรพตในช่วงปลายของทศวรรษที่ 1970

5. มุสลิมในเกาหลี  ญี่ปุ่น  แอฟริกาใต้  ตลอดจนประเทศในอเมริกาใต้  ซึ่งมุสลิมในประเทศเหล่านี้มักมีจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรทั้ง ประเทศ  ปัญหาของมุสลิมกลุ่มเหล่านี้คือ  ปัญหาทางการศึกษาและวัฒนธรรม ไม่ใช่ปัญหาทางการเมือง  จากการที่ค่อนข้างอยู่ห่างจากประชาคมมุสลิมส่วนใหญ่ชนกลุ่มน้อยเหล่านี้จึง มักประสบปัญหาด้านการถูกกลืนวัฒนธรรมโดยชนกลุ่มใหญ่  ฉะนั้น  สิ่งที่พวกเขาต้องการก็คือโรงเรียนสอนศาสนา  ผู้ทรงความรู้ทางด้านอิสลาม  หนังสือ  ตำราเรียน  ตลอดจนการจัดตั้งองค์กรการบริหารกิจการศาสนา

OIC ได้แสดงบทบาทและให้ความสำคัญกับกรณีปัญหาชนกลุ่มน้อยมุสลิมทั้งในฟิลิปปินส์ และแคชมีร์ ซึ่งจัดอยู่ในประเภทที่ 1  แต่กลับปล่อยกรณีปัญหาชนกลุ่มน้อยมุสลิมในอิริเทรียให้อยู่ภายใต้การดูแล จัดการขององค์การเอกภาพแห่งแอฟริกา (Organization  of  African  Unity) แม้จะมีปฏิกิริยาบ้างเป็นบางครั้ง  แต่ก็แสดงออกมาในลักษณะการออกมติสนับสนุนสิทธิการกำหนดชะตาชีวิตตนเองของชนก ลุ่มน้อยมุสลิมอิริเทรียเท่านั้น  ส่วนในประเภทที่ 2 นั้น บทบาทของ OIC ก็เป็นไปอย่างเฉพาะเจาะจง  เช่น  OIC ได้ให้ความสนใจช่วยเหลือมุสลิมในบัลแกเรียและอินเดีย  แต่กลับละเลยที่จะยกประเด็นปัญหาชนกลุ่มน้อยมุสลิมที่อยู่ในประเทศที่เป็น มหาอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจโลกขึ้นมาพิจารณาหารือ  เช่น  กรณีของมุสลิมในประเทศจีน  หรืออดีตสหภาพโซเวียต  เป็นต้น

ส่วน กรณีของมุสลิมในแถบอินโดจีน  โดยเฉพาะพื้นที่เขตอราข่าน (Arakan) ในพม่านั้น  OIC ก็แสดงความกล้า ๆ กลัว ๆ ในการช่วยเหลือเหล่ามุสลิมที่ถูกทำร้ายกดขี่  การแสดงออกส่วนใหญ่ของ OIC ในกรณีพม่ามักจำกัดขอบเขตเฉพาะการแสดงความห่วงใยเป็นคำพูด  อาทิเช่น  เมื่อคณะทำงานศึกษาความจริง (Fact – Finding) กรณีมุสลิมพม่าได้เสนอรายงานต่อเลขาธิการ OIC ในเดือนมีนาคม 1992 เลขาธิการฯ จึงออกแถลงการณ์ประณามพม่าอย่างเปิดเผย  โดยใช้คำว่า “การรณรงค์ปราบปรามและสังหารมุสลิมที่กระทำโดยรัฐบาลพม่า”  พร้อมทั้งเรียกร้องให้ชาติสมาชิก OIC ให้การช่วยเหลือเหยื่อที่ประสบชะตากรรม  อย่างไรก็ตาม  หลังจากนั้นก็ไม่มีใครทราบว่ารัฐมุสลิมใดบ้างที่ขานรับกับการเรียกร้องครั้ง นั้น

ใน กรณีของชนกลุ่มน้อยประเภทที่ 3  OIC ก็ออกมาวิพากษ์วิจารณ์แต่เป็นไปอย่างไม่เต็มที่มากนักเพียงแต่ได้ใช้คำว่า “การเลือกปฏิบัติต่อผู้อพยพย้ายถิ่นมุสลิมในยุโรป”   นอกจากนั้น ท่าทีของ OIC ต่อปัญหามุสลิมชนกลุ่มน้อยประเภทที่ 4 และที่ 5 ก็ไม่ค่อยปรากฏออกมาให้เห็นมากนัก